Petcharavejhospital.com
โปรโมชั่นสุขภาพ
คลายความกังวลใจ เรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน

เพิ่มเติม

เพิ่มเติม
บุคลากรแพทย์
นพ.ชัยสิทธิ์ สุริยานุสรณ์
คลินิกอายุรกรรม
ดูประวัติแพทย์
พญ.แพร ทรัพย์สำรวย
สูตินรีเวช
ดูประวัติแพทย์
นพ.ภูวสิษฏ์ ตรีจักรสังข์
ศูนย์ศัลยกรรมและการผ่าตัด
ดูประวัติแพทย์
นพ.อุเทน บุญอรณะ
ศูนย์สมองและระบบประสาท
ดูประวัติแพทย์

เพิ่มเติม
บทความสุขภาพ
ไส้ติ่งอักเสบ รู้ไว รู้ทัน ป้องกันได้ อย่าปล่อยทิ้งไว้นานอาจถึงชีวิต
  อวัยวะภายในร่างกาย ล้วนมีหน้าที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละอวัยวะ ถ้าหากพูดถึงไส้ติ่งน้อยคนนักจะรู้ว่าอวัยวะนี้ทำหน้าที่อะไร ส่วนใหญ่จะรู้จักแต่โรคที่เกิดขึ้นในอวัยวะนี้ คือ โรคไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งไส้ติ่งนั้นเชื่อว่ามีหน้าที่ในการสะสมแบคทีเรีย ที่ใช้ในกระบวนการย่อยอาหาร เพราะอวัยวะนี้จะเป็นท่อปลายปิดที่ต่อมาจากลำไส้ส่วนต้น หากไส้ติ่งเกิดการอุดตัน จะทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างฉับพลัน หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมไส้ติ่งที่ดูเหมือนจะเป็นอวัยวะที่แทบไม่ได้มีหน้าที่ใด ๆ จะเกิดการอักเสบได้อย่างไร แล้วหากมีอาการปวดท้องจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นไส้ติ่งอักเสบ และต้องได้รับการผ่าตัด วันนี้เรามีคำตอบ     ไส้ติ่งอักเสบเกิดจากอะไร         โรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) มักเกิดจากของเสีย, สิ่งแปลกปลอม หรืออุจจาระที่เคลื่อนลงไปอุดตันในไส้ติ่ง ทำให้เกิดแบคทีเรียสะสม, มีเลือดคั่ง และกระจายไปที่ผนังไส้ติ่งจนเกิดการอักเสบ กลายเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบในที่สุด หากไส้ติ่งแตกทะลุจนเกิดการติดเชื้อในช่องท้องแล้วกลายเป็นติดเชื้อในกระแสเลือด อาจมีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้     สัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบ     โดยอาการจะแบ่งออกตามระยะของโรค ได้แก่   ระยะที่ 1         เป็นระยะแรกที่ไส้ติ่งเริ่มอุดตัน จะมีอาการปวดท้องบริเวณรอบสะดืออย่างฉับพลัน, จุกแน่นท้อง และเบื่ออาหาร     ระยะที่ 2   เป็นระยะที่ไส้ติ่งเริ่มบวม โดยจะมีอาการปวดท้องบริเวณชายโครงด้านขวา หากมีการเคลื่อนไหว เช่น เดิน, ไอ หรือจาม จะรู้สึกเจ็บมากขึ้น บางรายอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย     ระยะที่ 3   เป็นระยะที่อันตราย เพราะไส้ติ่งแตก และเชื้อแบคทีเรียกำลังแพร่กระจายในช่องท้อง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการไข้ขึ้น และหากไม่ได้รับการผ่าตัดจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งส่งผลให้เสียชีวิตได้     การวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบ   ตรวจเลือด แพทย์จะทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจดูว่ามีปริมาณเม็ดเลือดขาวเยอะหรือไม่ หากเม็ดเลือดขาวมีปริมาณมาก จะสามารถบ่งบอกถึงการติดเชื้อได้   ตรวจอัลตราซาวด์ หรือตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ด้วยเครื่อง CT SCAN     การผ่าตัดไส้ติ่งแบบเปิด และแบบส่องกล้อง (MIS) ต่างกันอย่างไร     การผ่าตัดแบบเปิด   ผู้ป่วยจะมีบาดแผลบริเวณท้องน้อยด้านขวา ใช้ระยะเวลาพักฟื้นนาน     การผ่าตัดไส้ติ่งแบบส่องกล้อง   จะมีแผลขนาดเล็กเพียง 2-3 แผล คือ แผลบริเวณใต้สะดือ, บริเวณด้านซ้าย และด้านขวาของท้องน้อย หลังจากผ่าตัดผู้ป่วยจะปวดแผลน้อย และเป็นการผ่าตัดที่ใช้กล้องส่อง จึงทำให้มีความแม่นยำ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น     การดูแลตนเองหลังผ่าตัด         รับประทานยาตามที่แพทย์กำหนด   หลังเย็บแผล กล้ามเนื้ออาจจะไม่แข็งแรง ควรหลีกเลี่ยงการทำงาน หรือยกของหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไส้เลื่อนแผลผ่าตัดขึ้น   การติดตามผลว่าแผลเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเริ่มปกติแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการตัดไหมให้ผู้ป่วย     เป็นไส้ติ่งอักเสบไม่ผ่าตัดได้หรือไม่   การรักษาไส้ติ่งอักเสบ จะมีเพียงการผ่าตัดเอาไส้ติ่งที่อักเสบออกเท่านั้น โดยต้องผ่าตัดให้เร็วที่สุด เพราะหลังจากเกิดการอักเสบแล้ว ไส้ติ่งอาจจะเน่า และแตกทะลุภายใน 24-36 ชั่วโมง หากไส้ติ่งแตกจะมีความเสี่ยงที่อาจทำให้เสียชีวิตสูง โดยส่วนใหญ่จะเกิดจากภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ และมีภาวะช็อกได้     ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการเป็นไส้ติ่งอักเสบ         บางคนอาจมีความเชื่อว่าการรับประทานเม็ดฝรั่ง หรือเม็ดของผลไม้อื่น ๆ จะทำให้ไปอุดตันที่ไส้ติ่ง และส่งผลให้เกิดไส้ติ่งอักเสบ แต่ความจริงแล้วสิ่งที่ไปอุดตันในไส้ติ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นอุจจาระของเราเอง สาเหตุที่มาจากการรับประทานเม็ดของผลไม้มีความเป็นไปได้ แต่จะเกิดขึ้นได้น้อยมาก     หากปวดท้องด้านขวาล่างอาจเป็นอะไรได้บ้าง   นิ่วในท่อปัสสาวะ   หลอดเลือดแดงขาหนีบโป่งพองอักเสบ   ไส้เลื่อนขาหนีบ   หากปวดท้องด้านขวาในกรณีของสตรี อาจเสี่ยง   ตั้งครรภ์นอกมดลูก   ถุงน้ำในรังไข่   เนื้องอกรังไข่   การติดเชื้อที่บริเวณอุ้งเชิงกราน     ไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วนที่สุด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน หรือความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดการเสียชีวิต ดังนั้นหากพบว่าตนเองมีอาการ หรือความเสี่ยงว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และการรักษาให้เร็วที่สุด   เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง   ผ่าตัดไส้ติ่ง Appendectomy   อาการปวดท้องแต่ละแบบบ่งบอกอะไรบ้าง
อ่านเพิ่มเติม
ไร้กังวลเรื่องข้อเข่าด้วยการผ่าตัดข้อเข่าเทียม
  การผ่าตัดข้อเข่าเทียม เป็นวิธีการรักษาโรคที่เกี่ยวกับข้อเข่าในผู้สูงอายุ เช่น ข้อเข่าเสื่อม, ข้ออักเสบ และข้ออักเสบจากอุบัติเหตุ โดยระยะเวลาของข้อเข่าเทียมจะมีอายุประมาณ 15-20 ปี     บุคคลที่ควรเข้ารับการผ่าตัดข้อเข่าเทียม   ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ถ้ามีการผ่าตัดก่อนอายุ 40 ปี อาจจะมีครั้งต่อไปตามมา เนื่องจากอุปกรณ์มีโอกาสที่จะสึกหรอตามระยะเวลาได้        ข้อเข่ามีการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น เข่าผิดรูป, ไม่สามารถเหยียด หรืองอเข่าได้         ผู้ที่มีอาการปวดเข่า         ผู้ที่เคยรักษาข้อเข่าด้วยวิธีอื่น ๆ แต่ไม่สามารถหายได้     ชนิดของข้อเข่าเทียม     ชนิดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด    เป็นการตัดผิวข้อทั้งส่วนปลายต้นขา Femur หรือส่วนบนของกระดูกหน้าแข้ง Tibia และแทนที่ด้วยผิวโลหะ โดยมีแผ่นพลาสติกกั้น     ชนิดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน     เป็นการเปลี่ยนผิวทั้งด้านต้นขา และกระดูกหน้าแข้ง เฉพาะด้านที่มีอาการเสื่อม เรียกว่า Unicompartmental Knee Replacement     การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดข้อเข่าเทียม   ตรวจร่างกายทั่วไป และตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด, ตรวจปัสสาวะ และเอกซเรย์         เตรียมสิ่งของ และบุคคลไว้ช่วยเหลือหลังผ่าตัด เช่น การติดตั้งราวไว้ช่วยพยุงเดิน เป็นต้น   ตรวจดูผิวหนังบริเวณเข่า และขา        การเตรียมเลือด แนะนำให้ผู้ป่วยบริจาคเลือดของตัวเองไว้ใช้ในการผ่าตัด ควรบริจาค 3–4 อาทิตย์ก่อนการผ่าตัด     ข้อห้ามสำหรับการผ่าตัดข้อเข่าเทียม   ผู้ที่มีการติดเชื้อภายในร่างกาย เช่น การติดเชื้อภายในช่องปาก เป็นต้น   ผู้ที่ติดเชื้อในเข่า และยังรักษาไม่หาย   ผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม และสูญเสียการทำงานของเส้นประสาทรับความรู้สึก   ผู้ที่เกิดปัญหาข้อเข่าเสื่อม และกล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง     การผ่าตัดข้อเข่าเทียม   การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมง โดยการตัดเอาผิวข้อที่เสียออก และใช้ผิวข้อเทียมที่ทำด้วยโลหะ ซึ่งมีส่วนพลาสติกกั้นระหว่างผิวโลหะ เพื่อป้องกันการกระแทก และลดแรงเสียดสีระหว่างผิวข้อ ผู้ป่วยจะอยู่ในห้องพักฟื้นเป็นเวลา 1–2  ชั่วโมง หลังผ่าตัด        หลังผ่าตัดข้อเข่าเทียม 2-3 วัน แพทย์จะให้ผู้ป่วยบริหารเข่า เช่น ลุก-ยืน และหัดเดินพร้อมกับนักกายภาพบำบัด        เมื่อผู้ป่วยเริ่มช่วยตัวเองได้ ไม่มีอาการติดเชื้อ ให้ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังผ่าตัด หากอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 5–7 วันแล้ว     การดูแลหลังการผ่าตัดข้อเข่าเทียม         การเดินออกกำลังกาย ในช่วงหลังการผ่าตัดช่วงแรก ให้ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน และหากมีอาการเจ็บไม่ควรที่จะฝืนเดินต่อ   หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ    ไม่ควรเคลื่อนไหวเร็วเกินไป   อย่างอเข่ามาก, หลีกเลี่ยงการยกของหนัก และรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน   พบแพทย์ตามนัด เป็นการติดตามอาการ และผลข้างเคียง เพื่อป้องกันการติดเชื้อหลังผ่าตัดข้อเข่าเทียม     ประโยชน์ของการผ่าตัดข้อเข่าเทียม   แก้ปัญหาเรื่องข้อเข่าผิดรูป         ลดอาการปวดข้อเข่า   แก้ไขอาการข้างเคียงจากการรักษาด้วยวิธีอื่น    การป้องกันการเสื่อมเรื่องข้ออื่น ๆ ที่จะตามมา     ปัจจุบันทางโรงพยาบาลมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยเดินได้ภายในหนึ่งวันหลังผ่าตัด ถ้าหากไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ จะทำให้ระยะพักฟื้น และระยะการนอนโรงพยาบาลสั้นลง   เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง   ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Replacement)   ข้อเข่าเสื่อม โรคที่อาจไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเพียงวัยเดียว
อ่านเพิ่มเติม
24
ชม. อุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน
58
ONLINE : IPD
1500
รับผู้ป่วยเฉลี่ย : วัน
46
ปี ที่ดูแล