Petcharavejhospital.com
โปรโมชั่นสุขภาพ
คลายความกังวลใจ เรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน

เพิ่มเติม

เพิ่มเติม
บุคลากรแพทย์
พญ.แพร ทรัพย์สำรวย
ดูประวัติแพทย์
พญ.วารินทร์ เวสารัชวิทย์
ดูประวัติแพทย์
นพ.ภูวสิษฏ์ ตรีจักรสังข์
ดูประวัติแพทย์
นพ.ดนัย โชคชัยสกุล
ศูนย์กระดูกและข้อ
ดูประวัติแพทย์

เพิ่มเติม
บทความสุขภาพ
เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ไม่เป็นไรจริง ๆ หรือ
เหนื่อยง่าย และหายใจไม่อิ่มเกิดได้จากกิจกรรมในชีวิตประจำวันไปจนถึงเกิดจากผลพวงจากโรคร้ายหลายชนิด อาการที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวจะมีระยะเวลาไม่เกิน 2 วันหากมากกว่านั้นอาจเป็นเรื้อรัง และบ่งบอกถึงสัญญาณของโรคได้ ดังนั้นหากเกิดอาการดังกล่าวผู้ป่วยไม่ควรปล่อยปละละเลยควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและทำการรักษาต่อไป   หายใจไม่อิ่มคืออะไร   หายใจไม่อิ่ม (Dyspnea หรือ Shortness of Breath) เป็นอาการที่มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน โดยผู้ป่วยจะรู้สึกสูดอากาศเข้าไปได้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการหายใจสั้น ๆ หรืออาจรู้สึกหายใจไม่ออก อึดอัด ซึ่งจะมีสาเหตุที่แตกต่างกัน เช่น การทำกิจกรรมที่ใช้แรงมากจนเกินไป หรือการอยู่ในสภาพอากาศที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ซึ่งหากปล่อยไว้นานอาจทำให้เกิดอาการหายใจไม่อิ่มเรื้อรังได้ ลักษณะอาการหายใจไม่อิ่มที่ส่งผลต่อระบบหายใจ มีดังนี้   อึดอัด แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก รู้สึกสูดอากาศเข้าไปไม่พอ ไม่สามารถหายใจเข้าลึก ๆ ได้ การหายใจจึงเป็นเพียงจังหวะสั้น ๆ อาจร้ายแรงจนเหมือนรู้สึกจะขาดใจ เพราะหายใจไม่ออก   เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่มเกิดจากอะไร   อาการเหล่านี้หลายคนอาจมองว่าไม่ใช่อาการรุนแรง และอาจเกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว หากคิดแบบนี้คงต้องบอกว่าถูกต้องเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากอาการหายใจไม่อิ่ม จากความเหนื่อยง่าย อาจไม่ใช่อาการเล็กน้อยเพียงอย่างเดียว หากแต่ส่วนหนึ่งของอาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากโรคร้ายที่เราไม่อาจมองข้ามไปได้ เช่น โรคหัวใจ โรคปอด หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ เป็นต้น   สาเหตุหายใจไม่อิ่มโดยทั่วไป   อาการที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การใช้แรงมากเป็นเวลานาน ไม่ค่อยออกกำลังกาย มีความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ มีอาการตกใจ หรืออาจเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายของเราส่งผลให้มีอาการเหนื่อยล้า และหายใจไม่สะดวก เช่น สถานที่ความกดอากาศต่ำอย่างยอดเขา สถานที่อุณหภูมิสูงจนเกินไป เป็นต้น สาเหตุที่กล่าวมานี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และสามารถกลับมาเป็นปกติได้ในเวลาต่อมา   สาเหตุหายใจไม่อิ่มจากโรค   คงไม่มีใครต้องการให้อาการเหนื่อยง่าย หายใจลำบากของเราเกิดมาจากโรคร้ายแน่ ๆ แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่แบบนั้น ปัญหาด้านการหายใจเป็นภาพสะท้อนของโรคบางโรคที่มีอันตรายร้ายแรงที่สุดถึงขั้นเสียชีวิต   โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคนี้ถือเป็นโรคที่มีความเสี่ยงแปรผันมากขึ้นไปตามอายุยิ่งเรามีอายุที่มากขึ้น และมีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือการเป็นโรคเบาหวาน โรคเหล่านี้จะยิ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคขึ้นได้ด้วย และแน่นอนว่าผู้ป่วยโรคนี้ในอายุที่มากขึ้นจะมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าคนทั่วไปเป็นหนึ่งในอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ   โรคทางปอด ซึ่งมีด้วยกันอยู่หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นวัณโรค ปอดบวม หอบหืด หรือหลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง เป็นต้น โรคที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นได้ไม่ยาก และมักมีผลกระทบต่อการหายใจ เช่น การหายใจไม่อิ่ม หรือหายใจไม่เต็มปอด   สภาวะอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อทางเดินหายใจ เช่น มีสิ่งแปลกปลอมขัดขวางทางเดินหายใจจากการทานอาหาร การเกิดอุบัติเหตุจนปอดเกิดความเสียหาย นอกจากนี้ยังสามารถเกิดจากโรคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โรคทางหัวใจ และโรคทางปอด อาทิเช่น โรคโลหิตจาง โรคไตเรื้อรัง โรคคอพอกเป็นพิษ โรคตับระดับรุนแรง ทั้งหมดที่กล่าวมาย่อมส่งผลต่อระบบหายใจทั้งสิ้น   สาเหตุเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของอาการที่เราคิดว่าอาจไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเรานับจากจำนวนสาเหตุของอาการเหนื่อยง่าย และหายใจไม่อิ่มคงจะเห็นแล้วว่าโรคที่ทำให้เกิดอาการนี้ช่างมีมากมายเกินกว่าจะนับได้หมด ดังนั้นหากมีอาการดังกล่าวเป็นเวลานานกว่า 2-3 วันให้รีบเข้าพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยหาวิธีรักษาต่อไป     ระดับความรุนแรงของอาการหายใจไม่อิ่ม   แพทย์จะประเมินความรุนแรงของอาการนี้ด้วยการออกกำลัง โดยมี Word Scale (Modified Medical Research Council Scale) เป็นตัววัด โดยจะแบ่งเป็น 0-4 Grade ดังนี้ Grade 0 ไม่มีอาการหากไม่ได้ออกกำลังกายอย่างหนัก Grade 1 เหนื่อยเมื่อต้องเดินทางราบ หรือเดินขึ้นเขา Grade 2 เดินบนทางราบได้ช้ากว่าคนที่มีอายุเท่ากัน หรือต้องหยุดพักหายใจ เมื่อเดินได้ระยะเวลาหนึ่ง Grade 3 ต้องหยุดพักหายใจเมื่อเดินไปประมาณ 2-3 นาที Grade 4 มีอาการเหนื่อยง่าย แม้ทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย เช่น เหนื่อยเมื่อถอด หรือสวมเสื้อผ้า เป็นต้น   หายใจไม่อิ่มแบบเรื้อรัง   อาการหายใจไม่อิ่มเรื้อรังมักเกิดขึ้นนานหลายสัปดาห์ หรืออาจกินเวลานานเป็นเดือน ซึ่งมักมีสาเหตุจากโรคประจำตัว เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจไม่อิ่ม นอกจากนี้อาจมีสาเหตุจากภาวะอื่น ๆ ด้วย เช่น ภาวะอ้วน หรือมีภาวะการตั้งครรภ์ เป็นต้น   จะตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงได้อย่างไร   ด้วยสาเหตุที่หลากหลายทำให้แพทย์ต้องทำการซักถามประวัติ และอาการปัญหาการหายใจของผู้ป่วย รวมไปถึงการตรวจสภาพร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจตับและไต เป็นต้น โดยเฉพาะการตรวจทรวงอกด้วยการเอกซเรย์ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) วิธีเหล่านี้จะสามารถช่วยหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการเหนื่อยง่าย และหายใจไม่อิ่มได้   เทคนิคการฝึกหายใจสำหรับผู้ที่มีอาการหายใจไม่อิ่ม   การฝึกหายใจแบบห่อริมฝีปาก หายใจเข้าทางจมูก แล้วห่อริมฝีปากแล้วค่อยปล่อยลมหายใจออกทางปากอย่างช้า ๆ ช่วยควบคุมจังหวะการหายใจให้ช้าลง ทำให้สูดหายใจได้ลึกขึ้น และสามารถรับออกซิเจนได้อย่างเต็มที่ วิธีนี้มักใช้ในขณะที่ทำกิจกรรมออกแรงอย่างหนัก เช่น การขึ้นบันได และการขนของ เป็นต้น การฝึกหายใจด้วยท้อง วางฝ่ามือข้างหนึ่งลงบนหน้าอก และวางฝ่ามืออีกข้างลงบนหน้าท้อง เมื่อหายใจเข้าให้ใช้ฝ่ามือกดลงบนหน้าท้องเบา ๆ เพื่อไล่อากาศ วิธีการนี้จะสามารถใช้ร่วมกันกับวิธีหายใจแบบห่อริมฝีปากได้ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้กล้ามเนื้อกะบังลมทำงานได้ดีขึ้น และหายใจสะดวกขึ้น การฝึกหายใจขณะออกกำลังกาย เน้นหายใจออกในขณะที่ต้องออกกำลังกายในท่าที่ใช้แรงมาก และควรวอร์มร่างกายก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง   การป้องกันอาการหายใจไม่อิ่ม   หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ หรืออยู่ในสถานที่ที่มีสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก เช่น การขนของหนัก หรือการขึ้นบันได นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และในกรณีผู้ที่มีน้ำหนักเกินควรควบคุมน้ำหนัก หรือควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ   อาการหายใจไม่อิ่มเป็นอาการที่สามารถทำให้บรรเทา หรือหายเองได้ แต่หากไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และเพื่อป้องกันอาการเรื้อรัง หรือหาทางรักษาโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต     ____________________________________     ศูนย์หัวใจ
อ่านเพิ่มเติม
ปวดหัวข้างเดียว สัญญาณเฉพาะจุดของไมเกรน
ปวดหัวข้างเดียว หรือปวดศีรษะครึ่งซีก เป็นอาการของ “โรคไมเกรน (MIGRAINE)” ซึ่งเกิดขึ้นได้ทุกวัยโดยเฉพาะวัยทำงาน เนื่องมาจากปัจจัยรอบตัวทั้งแสงจากจอคอมพิวเตอร์ หรือความเครียดจากการทำงาน ถึงแม้ว่าโรคนี้จะสามารถบรรเทาได้ด้วยการพักผ่อนและการทานยา แต่หากละเลยการดูแลตนเองอาจทำให้อาการหนักขึ้นเกินกว่าจะรักษา หรือบรรเทาอาการลงได้   ไมเกรนเกิดจากอะไร   อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนเป็นผลมาจากระบบไฟฟ้าบริเวณพื้นผิวสมองเกิดความผิดปกติ เป็นผลให้เกิดการกระตุ้นได้ง่าย และการกระตุ้นนี้จะทำให้การไหลเวียนของเลือด และระบบประสาทของสมองเกิดความผิดปกติ อาการเหล่านี้จะแสดงออกมาให้เรารู้สึกได้ผ่านอาการปวดศีรษะแบบไมเกรนนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการดังกล่าวได้อีกด้วย ได้แก่   การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการนอนหลับมากเกินไป สภาวะความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์, คาเฟอีน และสูบบุหรี่มากเกินไป การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในเพศหญิง ถูกกระตุ้นจากสภาพแวดล้อม เช่น มีแสง กลิ่น หรือเสียงมากเกินไป   ปวดศีรษะแบบไหนถึงเป็นไมเกรน   หลายคนอาจสับสนเนื่องจากอาการปวดศีรษะมีอยู่หลายรูปแบบซึ่งแต่ละรูปแบบต่างมีความหมายที่แตกต่างกัน (อ่านบทความปวดศีรษะแบบต่าง ๆ คลิก) แน่นอนว่าอาการปวดแบบไมเกรนนั้นย่อมมีความเฉพาะอยู่ด้วยเช่นกัน ดังนี้   ปวดศีรษะครึ่งซีก (ปวดข้างเดียว) สามารถสลับข้างใดข้างหนึ่งไปมาได้ อาการปวดจะอยู่ในระดับปานกลางขึ้นไป การเดิน หรือการขึ้นบันไดสามารถทำให้ปวดมากขึ้นได้ การปวดจะเป็นลักษณะคล้ายจังหวะของชีพจร หรือที่เราเรียกกันว่าปวดแบบ “ตุบ ๆ” โดยปกติอาการปวดจะอยู่ได้ราว 4 – 72 ชั่วโมง หากไม่ทำการรักษา   จากอาการที่กล่าวมาผู้ป่วยอาจมีอาการอื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น มีอาการคลื่นไส้อยากอาเจียน ไม่ต้องการเจอแสงจ้า หรือกลิ่นเหม็น เป็นต้น ซึ่งการปวดศีรษะแบบไมเกรนนั้นสามารถเกิดได้ทั้งแบบมีสัญญาณเตือน (Migraine with aura) คือมีปัญหาด้านการมองเห็น มือแขน และปากชา กับอีกประเภทคือแบบไม่มีสัญญาณเตือน (Migraine without aura) ซึ่งพบได้มากกว่าแบบแรก     ทำไมคนวัยทำงานจึงเสี่ยงไมเกรน   ความจริงแล้วไมเกรนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกเพศทุกวัยอยู่แล้ว ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยโดยรอบ และการทำงานของสมองเป็นตัวกระตุ้นด้วย ตรงจุดนี้เองที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนวัยทำงานมีความเสี่ยงมากกว่าวัยอื่น เพราะเมื่อเราสังเกตดี ๆ การเจอแสงจากจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การสะสมความเครียดจากการทำงาน หรือการทำงานมากเกินไปจนมีเวลาพักผ่อนน้อย สาเหตุเหล่านี้นี่เองที่ยากจะหลีกเลี่ยงสำหรับคนวัยนี้ และส่งผลให้เกิดความเสี่ยงไมเกรนมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย   เมื่อเป็นไมเกรนควรทำอย่างไร   หากเป็นไมเกรนแล้วเราต้องให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองมากยิ่งขึ้น เพื่อให้อาการปวดบรรเทาลง ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีดังนี้   นอนพักผ่อนให้เพียงพอไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ทานยาพาราเซตามอล เมื่อเริ่มมีอาการปวดใหม่ ๆ เนื่องจากหากปล่อยไว้แล้วค่อยทานยาจะมีส่วนช่วยได้น้อย และไม่ควรทานติดต่อกันมากจนเกินไป เพราะจะส่งผลข้างเคียงได้ หากเคยเป็นไมเกรนมาก่อนให้พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นแรงกระตุ้น เช่น สภาพแวดล้อมที่เสียงดัง เป็นต้น งดดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่เนื่องจากการสูบมาก ๆ จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ และเกิดอาการไมเกรนในเวลาต่อมา ประคบเย็นบริเวณศีรษะที่ปวด ทำกิจกรรมที่เกิดความผ่อนคลายเพื่อหลีกหนีความเครียด   หากปฏิบัติตามคำแนะนำที่กล่าวไปแล้วยังคงมีอาการปวดอย่างต่อเนื่อง และรุนแรงผู้ป่วยควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยต่อไป   สามารถรักษาไมเกรนได้หรือไม่   อาการปวดชนิดนี้ไม่สามารถทำการรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาให้อาการปวดบรรเทาลดลงจนหายในช่วงเวลานั้น ๆ ได้ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท ได้แก่   การปวดแบบเฉียบพลัน รักษาได้ด้วยการรับยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล นอกจากนี้ยังมียาที่ใช้สำหรับอาการไมเกรนโดยเฉพาะ เช่น ยากลุ่มทริปแทน เป็นต้น การปวดแบบเรื้อรัง สำหรับผู้ที่เป็น ๆ หาย ๆ ต้องทำการป้องกันไม่ให้ปวดซ้ำจะได้รับยาเฉพาะทาง และต้องทานติดต่อกันทุกวัน เช่น กลุ่มยากันชัก เป็นต้น   นอกจากการรักษา 2 ประเภทนี้แล้ว ยังสามารถรักษาได้ด้วยการรับยาต้านซึมเศร้าช่วยได้ด้วย อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยการทานยานอกจากพาราเซตามอลแล้ว ยาชนิดอื่น ๆ  ผู้ป่วยไม่ควรตัดสินใจทานเองโดยปราศจากคำแนะนำจากแพทย์   ปวดศีรษะแบบไมเกรนเป็นอาการที่ยากจะหลีกเลี่ยง เมื่อเกิดขึ้นกับตัวเรา และไม่สามารถบรรเทาได้ด้วยวิธีทั่วไป ควรรีบเข้ามาพบแพทย์ก่อนที่อาการจะรุนแรง เนื่องจากหากปล่อยให้เป็นบ่อยครั้งอาจเป็นไมเกรนเรื้อรังได้นั่นเอง     ____________________________________   ศูนย์สมองและระบบประสาท
อ่านเพิ่มเติม
597
ผู้ตรวจสุขภาพ : ต่อวัน
66,138
ผู้ใช้บริการรักษา : ต่อเดือน
43
ปีแห่งประสบการณ์
254
รักษา STROKE : เดือน