Petcharavejhospital.com
โปรโมชั่นสุขภาพ
คลายความกังวลใจ เรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน

เพิ่มเติม

เพิ่มเติม
บุคลากรแพทย์
นพ.ชัยสิทธิ์ สุริยานุสรณ์
คลินิกอายุรกรรม
ดูประวัติแพทย์
พญ.แพร ทรัพย์สำรวย
สูตินรีเวช
ดูประวัติแพทย์
นพ.ภูวสิษฏ์ ตรีจักรสังข์
ศูนย์ศัลยกรรมและการผ่าตัด
ดูประวัติแพทย์
นพ.อุเทน บุญอรณะ
ศูนย์สมองและระบบประสาท
ดูประวัติแพทย์

เพิ่มเติม
บทความสุขภาพ
เริมที่อวัยวะเพศ โรคทางเพศสัมพันธ์ที่ทุกท่านควรรู้
  เริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes) เป็นอีกหนึ่งโรคที่เกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยมักจะเกิดขึ้นกับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โรคนี้สามารถหายได้ แต่เมื่อภูมิต้านทานต่ำลง อาจเสี่ยงต่อการกลับมาติดเชื้อซ้ำ     เริมที่อวัยวะเพศ เกิดจากสาเหตุใด      เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า เฮอร์ปีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus : HSV) จากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีแผลเริม ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้ จะแฝงตัวอยู่ที่บริเวณปมประสาทได้อย่างถาวร และสามารถถูกกระตุ้นให้กลับมาเป็นซ้ำได้หากภูมิต้านทานต่ำลง     โดยเชื้อไวรัสแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด      HSV-1 ทำให้เกิดรอยโรคที่ปาก และจมูก      HSV-2 จะทำให้เกิดรอยโรคที่ภายนอกของอวัยวะเพศ สามารถแพร่กระจายได้ง่าย ถึงแม้ว่าจะไม่มีบาดแผลเปิด      ระยะการฟักตัวของเริมที่อวัยวะเพศ      ระยะฟักตัวจะอยู่ที่ 2-14 วัน หลังจากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีแผลเริม    เริมที่อวัยวะเพศ อาการเป็นอย่างไร         มีไข้ต่ำ ร่วมกับการปวดเมื่อยตามร่างกาย     เกิดรอยแตก และแดงบริเวณรอบอวัยวะเพศ     เกิดตุ่มน้ำใส โดยตุ่มนี้จะแตกเองภายใน 24-48 ชั่วโมงซึ่งอาจส่งผลให้บริเวณนั้น เกิดอาการบวม, แดง หรือแสบร้อน     ชา และคันบริเวณรอบอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก     เกิดการอักเสบ, แสบบริเวณปากช่องคลอด และยังส่งผลให้มีอาการแสบขณะปัสสาวะร่วมด้วย     การติดต่อของเริมที่อวัยวะเพศ         หลายท่านอาจคิดว่า หากจะติดเชื้อไวรัสต้องมีเพศสัมพันธ์ด้วยวิธีการสอดใส่เพียงอย่างเดียว แต่ว่าโรคนี้สามารถติดต่อได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีการสอดใส่ การใช้อุปกรณ์เสริม หรือของเล่นผู้ใหญ่ อาจจะเป็นอีกหนึ่งเส้นทางของการแพร่เชื้อได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วการสวมถุงยางอนามัยไม่ได้ป้องกันเชื้อทั้งหมด เพราะส่วนนอกที่ถุงยางอนามัยครอบไม่ถึง อาจจะมีรอยโรคติดอยู่บริเวณนั้น หรือแม้กระทั่งการใช้นิ้วช่วยเสริมในการมีเพศสัมพันธ์ แล้วนำนิ้วมือมาจับที่อวัยวะเพศของตนเอง อาจเสี่ยงต่อการทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน เชื้อจะมีการแพร่มากที่สุดในช่วง 1 ปีแรกหลังจากการติดเชื้อไวรัส หากมีคุณแม่ท่านใดที่กำลังตั้งครรภ์ และมีเชื้อไวรัสอยู่ จะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เพราะอาจแพร่เชื้อไปสู่ทารกผ่านช่องคลอด ระหว่างการคลอดทารกได้ แต่ในกรณีที่มีการจูบ, กอด หรือการใช้จาน, ช้อน และแก้วน้ำร่วมกัน จะไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้     การวินิจฉัยเริมที่อวัยวะเพศ     การตรวจเลือด เป็นการตรวจเพื่อหาเชื้อไวรัส HSV และภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสในร่างกาย         การเพาะเชื้อ โดยแพทย์จะขูดบาดแผล หรือเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เพื่อนำไปตรวจเชื้อ HSV ด้วยกล้องจุลทรรศน์     การทดสอบ PCR Test (Polymerase Chain Reaction) คือ การคัดลอก DNA จากตัวอย่างเลือดของผู้ป่วย หรือเนื้อเยื่อบาดแผล การวินิจฉัยวิธีนี้ จะตรวจพบเชื้อไวรัส HSV ซึ่งสามารถระบุชนิดได้อย่างชัดเจน และมีความแม่นยำที่ค่อนข้างสูง     เริมที่อวัยวะเพศ มีวิธีการรักษาอย่างไร      ณ ปัจจุบัน เริมที่อวัยวะเพศยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ผู้ป่วยสามารถบรรเทา และควบคุมอาการ โดยการให้ยาต้านไวรัส เช่น ยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) และยาวาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลา, บรรเทาความรุนแรงของโรค และยังลดโอกาสของการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้อีกด้วย ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาให้ยาแก้ปวด, ยาลดไข้ หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ซึ่งถ้าหากมีการเกิดโรคซ้ำ อาการของผู้ป่วยมักจะไม่รุนแรง และสามารถหายได้เองภายในระยะเวลา 7 วัน      การป้องกันเริมที่อวัยวะเพศ      รับประทานยาตามที่แพทย์กำหนดอย่างสม่ำเสมอ     เข้ารับการตรวจภายใน และเลือดเพื่อหาโรคทางเพศสัมพันธ์     รักษาความสะอาดร่างกายอยู่เสมอ โดยเฉพาะบริเวณจุดซ่อนเร้น         หากมีบาดแผลบริเวณอวัยวะเพศ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ เพราะบาดแผลนั้นอาจติดเชื้อ และติดต่อไปสู่คู่นอนได้     หากพบว่าตนเองมีอาการที่รุนแรง ควรเข้าพบแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยอาการ      เริมที่อวัยวะเพศ เป็นโรคทางเพศสัมพันธ์ที่มีความอันตราย และน่ากลัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคุณสุภาพสตรี แต่ไม่ใช่ว่าคุณผู้ชายจะไว้วางใจได้ เพราะท่านสามารถติดโรคนี้ได้เช่นกัน ซึ่งจะเห็นว่าโรคนี้ติดต่อกันได้ แม้ไม่ได้มีการสอดใส่ และยังมีความอันตรายต่อทารกในครรภ์ ถ้าพบว่าคุณแม่มีการติดเชื้อนี้อยู่ หากท่านใดที่สงสัย หรือคิดว่าตนเองเข้าข่ายว่าจะเป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ รักษา และรับคำแนะนำจากแพทย์   เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง   ศูนย์ตรวจสุขภาพ   โปรแกรมตรวจโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์   คันอวัยวะเพศ สัญญาณของโรคอะไรบ้าง   One Night Stand ความสัมพันธ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อร่างกาย
อ่านเพิ่มเติม
เอ็นข้อมืออักเสบ ระวังไว้โรคใกล้ตัว
  เอ็นข้อมืออักเสบ (De quervain’s Tenosynovitis) คือ โรคที่เกิดจากการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็น และเส้นเอ็นบริเวณข้อมือทางฝั่งนิ้วโป้ง ทำให้เกิดการกดทับของเส้นเอ็นภายใน ส่วนใหญ่จะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึง 8 เท่า และหากปล่อยปละละเลย ความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยอาจทวีความรุนแรงขึ้น จนกลายเป็นโรคที่ทำให้เราต้องทุกข์ทรมานในอนาคต     เอ็นข้อมืออักเสบ อาการเป็นอย่างไร     ผู้ป่วยจะเกิดอาการปวดเจ็บตรงบริเวณเอ็นโคนนิ้วหัวแม่มือ และอาจมีอาการปวดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือค่อยเป็นค่อยไป บางรายอาจมีอาการชาที่นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ร่วมด้วย โดยอาการปวดจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อหยิบจับสิ่งของ หรือการออกแรงที่มือโดยตรง บางรายที่มีอาการรุนแรง อาจจะมีอาการบวมที่บริเวณนิ้วหัวแม่มือ จนปวดเวลาขยับข้อมือ หรือหยิบจับสิ่งของ     ปัจจัยเสี่ยงของเอ็นข้อมืออักเสบ      ผู้ที่อยู่ในช่วงอายุ 30-50 ปี      มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน, ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ และโรครูมาตอยด์ เป็นต้น     จะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย         ผู้ที่ใช้งานโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน     ผู้ประกอบอาชีพที่ต้องใช้งานข้อมือ เช่น พ่อ และแม่ครัว, ช่างไม้ เป็นต้น     ทำไมผู้หญิงถึงเป็นมากกว่าผู้ชาย     งานบ้านงานเรือน เป็นหน้าที่สำคัญของผู้หญิงทุกท่านเสมอ และการออกแรงทำงานบ้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกวาดบ้าน, ถูบ้าน, บิดผ้า, ซักผ้า หรือแม้กระทั่งการเลี้ยงลูก ทุกอย่างย่อมต้องใช้มืออันบอบบางเพื่อดำเนินกิจวัตรเหล่านั้นทั้งสิ้น กิจวัตรดังกล่าวย่อมส่งผลให้ข้อมือของผู้หญิงเกิดการอักเสบ เพราะมีการเคลื่อนไหวที่มากเกินไป นอกจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ประกอบอาชีพที่ต้องใช้มือซ้ำ ๆ และอาจมีสาเหตุมาจากผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังได้อีกด้วย     เอ็นข้อมืออักเสบรักษาอย่างไร         การรับประทานยา หากมีอาการปวดควรรับประทานยาแก้อักเสบเพื่อลดอาการบวมของเส้นเอ็น     หลีกเลี่ยงการใช้งานมือข้างที่เจ็บ เพิ่มความระมัดระวังในการใช้งานมือ หรือพยายามหยุดการใช้งาน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใส่อุปกรณ์ที่ช่วยพยุงข้อมือ     การแช่มือในน้ำอุ่น เป็นระยะเวลาประมาณ 15-30 นาที วันละ 1-2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น     การฉีดยา แพทย์จะทำการฉีดสารสเตียรอยด์ที่ปลอกหุ้มเอ็น บริเวณที่เกิดอาการบวม เพื่อลดการอักเสบ และอาจมีการทำกายภาพเพื่อช่วยลดอาการเส้นเอ็นนิ้วโป้งอักเสบ     การผ่าตัด หากการรักษาข้างต้นไม่เป็นผล แพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อลดการกดทับของเส้นเอ็นภายใน     การดูแลแผลหลังผ่าตัด     หากผู้ป่วยมีการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด อาจจำเป็นที่จะต้องมีขั้นตอนในการดูแลบาดแผลเพิ่มขึ้นมา เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยง และอันตรายขึ้น ดังนี้     ควรรับประทานยาตามที่แพทย์กำหนด และมาพบแพทย์ตามวันนัดหมาย     หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนเหงื่อ และน้ำ     ถ้าผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องใช้มือ ควรใช้งานในการดำเนินกิจวัตรเบา ๆ ได้ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ หรือเขียนหนังสือ เป็นต้น      หากเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติขึ้นบริเวณบาดแผล เช่น แผลส่งกลิ่นเหม็น, มีเลือดซึมตามผ้า, สกปรก หรือผ้าพันแผลหลุด ควรเข้าพบแพทย์ทันที     การป้องกันเอ็นข้อมืออักเสบ     ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน โดยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้งานข้อมือหนัก ๆ หรือท่าเดิมแบบซ้ำ ๆ     หลีกเลี่ยงการหิ้ว หรือยกของหนัก หากต้องทำ ควรพักการใช้งานเป็นระยะ         ปรับเปลี่ยนท่าทางในการทำงาน      ไม่ควรออกกำลังกายหักโหม หรือเล่นติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน      เอ็นข้อมืออักเสบ เป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวเรา และสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย หากท่านมีอาการเจ็บปวด หรือสงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรคดังกล่าว อย่ารอช้าที่จะเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย และรักษาข้อมือที่รักเอาไว้ให้อยู่กับท่านตราบนานเท่านาน อย่าปล่อยอาการบานปลายจนไม่อาจรักษาได้     เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง    โปรแกรมแก้ปัญหามือและข้อมือด้วยการผ่าตัด   ไลฟ์สไตล์กับความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง   เป็นเกมเมอร์เสี่ยงโรคอะไรบ้าง   ออฟฟิศซินโดรม โรคที่ชาวออฟฟิศต้องรู้
อ่านเพิ่มเติม
24
ชม. อุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน
58
ONLINE : IPD
1500
รับผู้ป่วยเฉลี่ย : วัน
45
ปี ที่ดูแล