อีสุกอีใส ตุ่มสุกที่ทำให้เราไม่รู้สึกสุข
อีสุกอีใส ตุ่มสุกที่ทำให้เราไม่รู้สึกสุข

อีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัย แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นได้บ่อยกับเด็กที่มีอายุไม่เกิน 15 ปี เป็นโรคที่แพร่กระจายได้ง่ายโดยเฉพาะในโรงเรียน หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก และจะพบในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ดังนั้นเราจึงมาดูเกี่ยวกับโรคอีสุกอีใสที่คุณควรรู้ หรือความเชื่อผิด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยาเขียวเพื่อรักษา และความรู้เกี่ยวกับเรื่องการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคอีสุกอีใสกันเถอะ

 

อีสุกอีใสเกิดจากอะไร

 

โรคอีสุกอีใส (varicella หรือ chickenpox) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า วาริเซลล่าซอสเตอร์ไวรัส (varicella zoster virus) ซึ่งสามารถแพร่กระจายด้วยการหายใจเอาละอองฝอยในอากาศเข้าไปในร่างกาย หรือเกิดการสัมผัสตุ่มน้ำที่ผิวหนังของผู้ป่วยโดยตรงที่กำลังอยู่ในระยะแพร่เชื้อ

 

อาการของอีสุกอีใส

 

ไวรัสดังกล่าวจะมากับอาการไข้ออกผื่น โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้ต่ำ ๆ หลังจากที่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายประมาณ 8-21 วัน จากนั้นจะมีผื่นขึ้นตามตัว ใบหน้า รวมถึงแขน และขาด้วย มักเกิดอาการคันจนกลายเป็นตุ่มน้ำอย่างรวดเร็ว เมื่อแผลเกิดการตกสะเก็ดจะหายไปประมาณ 5-20 วัน

อาการของโรคอีสุกอีใสจะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจเกิดผลแทรกซ้อนกับผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว และผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นต้น

 

การรักษาโรคอีสุกอีใส

 

  • ปกติแล้วโรคนี้สามารถปล่อยให้หายเองได้ แต่หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะให้ยารักษาต้านไวรัส
  • หากผู้ป่วยมีอาการไข้ สามารถให้ยาพาราเซทามอลเพื่อลดไข้ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงยาแก้ไข้ประเภทแอสไพลิน เพราะอาจเกิดความเสี่ยงได้
  • หากผู้ป่วยมีอาการคัน แพทย์จะพิจารณาให้ยากลุ่มแอนตี้ฮีสตามีน หรือทาคาลาไมน์ เพื่อบรรเทาอาการคัน เพราะการคันจะยิ่งเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อแบคทีเรียสูง

 

อีสุกอีใส เชื้อร้ายซ่อนเร้นที่อาจนำไปสู่โรคงูสวัด

 

อย่างที่เรารู้กันว่าโรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella zoster virus – VZV) โดยเชื้อนี้นอกจากจะก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใสแล้ว เมื่ออายุมากขึ้น หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำเชื้อไวรัสชนิดนี้ที่หลบซ่อนอยู่ในร่างกายอาจจะเจริญเติบโตขึ้นใหม่จนก่อให้เกิดโรคงูสวัดได้

 

รับประทานยาเขียวรักษาโรคอีสุกอีใสได้จริงหรือไม่

 

เมื่อเป็นอีสุกอีใส หลายคนอาจจะรีบขวนขวายหายาเขียวมาละลายน้ำเพื่อรักษา แต่แท้ที่จริงแล้วยาเขียวไม่ได้มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ เพียงแต่ช่วยบรรเทาอาการไข้ แก้ร้อนใน และใช้บรรเทาอาการไข้ออกผื่นต่าง ๆ ดังนั้นในทางการแพทย์ยาเขียวจึงยังไม่มีผลวิจัยที่เป็นที่ยอมรับว่าจะสามารถรักษาโรคอีสุกอีใสได้

 

อีสุกอีใสป้องกันได้เพียงฉีดวัคซีน

 

วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella Vaccine) เป็นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ซึ่งถูกทำให้ฤทธิ์อ่อนลงจนไม่สามารถก่อโรคได้ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยแพทย์จะแนะนำให้ฉีด 2 เข็ม เพราะจะสามารถป้องกันโรคได้ถึง 98 เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป แต่การได้รับวัคซีนดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์เท่านั้น หากมีอาการรุนแรง หรือมีโรคประจำตัวควรรีบแจ้งแพทย์ก่อนทันที

 

หากโรคอีสุกอีใสเกิดขึ้นในเด็กจะไม่มีผลกระทบใด ๆ ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่หากเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ที่ต้องพบปะสังสรรค์กับผู้คนมากมาย การมีตุ่มน้ำเกิดขึ้นที่ตัวและใช้เวลานานกว่าจะหายเป็นปกติอาจจะเป็นปัญหากวนใจไม่น้อย ดังนั้นการได้รับวัคซีนจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้เราไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับโรคนี้อีกต่อไป

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

 

_________________________________

 

ติดต่อแผนกอายุรกรรม

วันเปิดทำการ : บริการทุกวัน

เวลาเปิดทำการ : 08.00-20.00 น.

ตึก/ชั้น : A/16 และ B/1

เบอร์ติดต่อ : 1390 ต่อ 213, 371, 372, 377