วิตามินดี มีบทบาทสำคัญต่อร่างกายมากกว่าที่หลายคนคิด ไม่ได้แค่การช่วยเรื่องกระดูกและฟันเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายของเราอีกมากมายด้วย

วิตามินดี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ซึ่งมีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายหลายระบบ โดยมีอยู่ 2 ประเภทหลัก ได้แก่
วิตามินดี 2 (Ergocalciferol) สามารถพบได้จากพืช ยีสต์ และเมล็ดธัญพืช เป็นประเภทที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ ต้องได้รับจากการรับประทานอาหารเท่านั้น
วิตามินดี 3 (Cholecalciferol) สามารถพบได้จากสัตว์ เช่น ปลาที่มีไขมันสูง นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในไข่แดง นม ตับสัตว์ และน้ำมันตับปลาอีกด้วย ที่สำคัญคือร่างกายเราสามารถสังเคราะห์ได้จากผิวหนังที่ได้รับแสงแดดในช่วงเช้า
เมื่อร่างกายได้รับวิตามีนดีแล้ว ไม่ว่าจะจากอาหารหรือการได้รับแสงแดด จะต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้กลายเป็นวิตามินดีในรูปแบบที่เรียกว่า Calcitriol ร่างกายจึงจะนำไปใช้ประโยชน์ได้
กระดูกและฟัน: วิตามินดีจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยให้แร่ธาตุเหล่านี้ไปสะสมในกระดูกและฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดการสลายของกระดูก
ระบบภูมิคุ้มกัน: ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ช่วยให้ร่างกายเพิ่มความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรค
หัวใจและหลอดเลือด: ช่วยควบคุมการขยายตัวของหลอดเลือด และความดันโลหิต
ลดความเสี่ยงของมะเร็ง: ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และช่วยนำเซลล์ไปสู่กระบวนการแบ่งตัวที่เหมาะสม
กล้ามเนื้อและประสาท: วิตามินดีจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท และช่วยส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ การเต้นของหัวใจ และการแข็งตัวของเลือด

แสงแดด: เป็นแหล่งวิตามินดีที่สำคัญ เมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด จะเปลี่ยนสารคอเลสเตอรอลในผิวหนังให้กลายเป็นวิตามินดี 3 ได้อย่างรวดเร็ว การออกแดดประมาณ 15 นาทีในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น 06.00-08.00 น. หรือ 16.00-18.00 น. จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดีที่เพียงพอ
อาหาร: ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาทับทิม น้ำมันตับปลา ตับสัตว์ ไข่แดง นม ซีเรียล ข้าวโอ๊ต มาร์การีนที่มีการเสริมวิตามินดี
อาหารเสริม: สำหรับผู้ที่ได้รับวิตามินดีจากแสงแดดและอาหารไม่เพียงพอ อาจจำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมตามคำแนะนำของแพทย์
ผู้ที่ไม่ค่อยออกแดด ผู้ที่ทำงานในอาคารเป็นประจำ หรือผู้ที่ชอบหลีกเลี่ยงแสงแดด
ผู้สูงอายุ เนื่องจากร่างกายเสื่อมถอยตามธรรมชาติ อาจทำให้ผิวหนังสังเคราะห์วิตามินดีได้น้อย เพราะไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง
ผู้ที่เป็นโรคตับอ่อน ตับอักเสบเรื้อรัง หรือโรคไตเรื้อรัง เนื่องจากการดูดซึมวิตามินลดลง
ผู้ที่มีสีผิวเข้มหรือคล้ำ เนื่องจากเม็ดสีเมลานินในผิวหนัง จะได้รับการสังเคราะห์วิตามินที่น้อยกว่าคนผิวขาว
ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือไขมันในเลือดสูง
ผู้ที่เป็นโรคระบบทางเดินอาหาร จะทำให้การดูดซึมวิตามินน้อยลง
ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติเป็นประจำ
ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนแรง
เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
ปวดกระดูกและข้อ
นอนไม่หลับ
ภูมิคุ้มกันต่ำ ป่วยบ่อย
แผลหายช้า
ผมร่วงมากกว่าปกติ

อาการซึมเศร้า
กระดูกและกล้ามเนื้อ: เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกอ่อนในเด็ก โรคกระดูกนิ่มในผู้ใหญ่ มวลกระดูกลดลง เป็นต้น
หัวใจและหลอดเลือด: ผู้ที่มีระดับของวิตามินดีต่ำกว่า 15ng/mL จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ 2 เท่า และมีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง
การเจริญเติบโตในเด็ก: รูปร่างไม่สมประกอบ น้ำหนักลดลง ฟันผุ เติบโตช้า ภูมิต้านทานโรคลดลง
ต่ำกว่า 20 ng/mL: ขาดวิตามินดี
20-30 ng/mL: พร่องวิตามินดี
มากกว่า 30 ng/mL: อยู่ในระดับปกติ
หากเกินมากกว่า 50 ng/mL: อาจเกิดผลเสียจากการได้รับวิตามินดีมากเกินไป
ได้รับแสงแดดอย่างเหมาะสม อย่างน้อย 15 นาที จำนวน 2-4 ครั้ง/สัปดาห์ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

รับประทานอาหารที่มีวิตามินดี โดยเฉพาะปลาที่มีไขมันสูง ไข่ นม และผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินดี
รับประทานวิตามินดีเสริม หากแพทย์วินิจฉัยแล้วว่ามีภาวะขาดวิตามินดี อาจจำเป็นต้องรับประทานวิตามินดีเสริม โดยแพทย์จะเลือกชนิดและขนาดที่เหมาะสมตามสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย
ติดตามผลการตรวจสม่ำเสมอ สำหรับผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินดี ควรติดตามผลการตรวจกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินผลการรักษาและปรับขนาดยาให้เหมาะสม
หากระดับแคลเซียมในเลือดสูง อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องผูกได้
การสะสมแคลเซียมในไตและหัวใจ
นิ่วในไต
ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนตัดสินใจรับประทานวิตามินดีเสริมทุกครั้ง
วิตามินดี เป็นสารอาหารสำคัญต่อสุขภาพ และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของกระดูกและฟันเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน ระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ หากมีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดี หรือมีอาการน่าสงสัย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับภาวะที่เป็น การตรวจสุขภาพประจำปี จะช่วยให้ท่านดูแลสุขภาพได้อย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง