เมื่อถึงคราวฤดูกาลเปลี่ยนผ่าน หลายคนมักพบว่าตัวเองมีอาการจาม คัดจมูก หรือน้ำมูกไหลไม่หยุด บางคนอาจสงสัยว่าเป็นหวัดหรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้วอาการเหล่านั้นอาจเป็นสัญญาณของโรคภูมิแพ้อากาศก็ได้

โรคภูมิแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis) เป็นภาวะที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศอย่างผิดปกติ เมื่อสารกระตุ้นเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายทางจมูก ระบบภูมิคุ้มกันจะปล่อยสารเคมีที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ส่งผลให้เยื่อบุจมูกบวมและแสดงอาการต่าง ๆ ตามมา
สาเหตุหลักมาจากสารก่อภูมิแพ้ที่สามารถพบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ฝุ่นละออง, ไรฝุ่น, ละอองเกสร, เชื้อรา หรือขนสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ยังอาจรวมถึงมลพิษทางอากาศจากการจราจร, โรงงานอุตสาหกรรม และควันบุหรี่ เป็นต้น
คัดจมูก น้ำมูกสีใสไหลไม่หยุด
คันจมูก จามบ่อยติดต่อกันหลายครั้ง
.jpg)
คันตา ระคายเคืองตา
ตาบวมแดง น้ำตาไหลจากการอักเสบของเยื่อบุในตา
อาจมีอาการร่วม เช่น เหนื่อยล้า ปวดศีรษะ มีเสมหะไหลลงคอ หูอื้อ
ไม่มีไข้ร่วมด้วย ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างจากโรคไข้หวัดที่มักมีอาการตัวร้อนร่วมด้วยเสมอ โดยอาการของโรคภูมิแพ้อากาศมักเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี หรือในช่วงฤดูกาลเฉพาะเท่านั้น
ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคภูมิแพ้
เด็กและวัยรุ่น มีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้อากาศสูง

วัยทำงานที่ต้องเดินทางทุกวัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่หรือพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น โดยอาจสัมผัสกับมลพิษทางอากาศ, ฝุ่น PM2.5 หรือควันจากรถยนต์
ผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยง เช่น คนงานก่อสร้าง, พนักงานทำความสะอาด หรือผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด, ผื่นผิวหนังอักเสบ หรือแพ้อาหาร
ผู้ที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ที่มีมลพิษสูง โดยเฉพาะในเมืองหรือบริเวณใกล้โรงงาน, ถนนใหญ่, พื้นที่ที่มีการก่อสร้าง จะมีโอกาสได้รับสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองมากกว่า
นักเรียน-นักศึกษา ที่อยู่ในหอพักที่มีการระบายอากาศไม่ดี หรือไม่ทำความสะอาดสม่ำเสมอ อาจมีการสะสมฝุ่นและไรฝุ่นได้ง่าย
แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายทางหู คอ จมูกอย่างละเอียด และอาจทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Test) เพื่อหาชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดอาการ การทดสอบนี้จะช่วยให้ทราบว่าผู้ป่วยแพ้อะไร และสามารถวางแผนการป้องกันได้อย่างเหมาะสม
การรักษาด้วยยา แพทย์อาจสั่งยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน, ยาพ่นจมูก หรือยาลดการคัดจมูกให้ผู้ป่วย ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
ในบางรายที่มีอาการรุนแรง อาจใช้วิธีภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยสารก่อภูมิแพ้ เพื่อช่วยให้ร่างกายปรับตัวและลดความไวต่อสารก่อภูมิแพ้

การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เป็นวิธีที่ช่วยลดอาการคัดจมูกและชะล้างสารก่อภูมิแพ้ออกจากโพรงจมูก
การป้องกันภายในบ้าน
ทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะห้องนอน หากเป็นไปได้ควรทำความสะอาดทุกวัน
เปิดหน้าต่างให้แสงแดดส่องถึง และนำที่นอน ผ้าห่ม หมอน มาผึ่งแดดเป็นประจำ เพราะแสงแดดช่วยกำจัดไรฝุ่นได้ดี
ลดสิ่งที่สะสมฝุ่น ควรลดของตกแต่งที่สะสมฝุ่นได้ง่าย เช่น ตุ๊กตา ม่าน พรม หรือหนังสือที่วางเรียงกัน หากจำเป็นต้องใช้ควรนำมาทำความสะอาดบ่อย ๆ
หากแพ้ขนสัตว์ ควรหลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์ในบ้าน หรือจำกัดพื้นที่ที่สัตว์เลี้ยงสามารถเข้าถึงได้
วิธีการป้องกันตัวเองหากต้องออกนอกบ้าน
.jpg)
สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ต้องออกนอกบ้าน โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝุ่นละออง หมอกควัน หรือมลพิษทางอากาศสูง
พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษสูง เช่น ถนนที่มีการจราจรหนาแน่น บริเวณก่อสร้าง หรือโรงงานอุตสาหกรรม
ตรวจสอบคุณภาพอากาศ ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศประจำวัน หากพบว่าคุณภาพอากาศไม่ดี ควรลดการออกกลางแจ้งหรือสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
การดูแลสุขภาพ
นอนหลับให้ครบ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะการพักผ่อนที่เพียงพอช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
การออกกำลังกายที่เหมาะสมช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งในช่วงที่อากาศไม่ดี
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่มีโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุครบถ้วน โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน
โรคภูมิแพ้อากาศ เป็นโรคที่เราสามารถควบคุมได้ หากดูแลรักษาร่างกายอย่างเหมาะสม การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ดูแลสภาพแวดล้อมโดยรอบให้สะอาด และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน สำหรับผู้ที่มีอาการหรือสงสัยว่าอาจเป็นโรคภูมิแพ้อากาศ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง การดูแลสุขภาพที่ดีและการป้องกันอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แม้ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงหรือต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง