สำหรับคุณแม่มือใหม่หลายคนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ อาจเจอกับอาการแพ้ท้องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งทำให้รู้สึกกังวลและสงสัยกับตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันปกติไหม บทความนี้จะพาคุณแม่ไปทำความรู้จักกับอาการแพ้ท้องอย่างครบถ้วน พร้อมวิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้องและปลอดภัยทั้งแม่และลูก
อาการแพ้ท้อง (Morning Sickness) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังปรับตัวเข้ากับการตั้งครรภ์ อาการนี้มักแสดงออกมาในรูปแบบของความรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน ถึงแม้จะเรียกว่า “Morning Sickness” แต่อาการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน
สำหรับคุณแม่หลายคนอาจคิดว่าอาการแพ้ท้องเป็นสิ่งที่น่ารำคาญ แต่อาการแพ้ท้องกลับเป็นสัญญาณดี ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของครรภ์ที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นผลมาจากการสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
อาการแพ้ท้องมักเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะลูกคนแรกจะยิ่งมีโอกาสเป็นสูงขึ้น โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนั้นยังไม่ชัดเจน เบื้องต้นอาจมีความน่าจะเป็นจากหลายสาเหตุ ได้แก่
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่มาจากเด็กทารกในครรภ์และรกทำให้ปริมาณฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้น เช่น ฮอร์โมน hCG, ฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เป็นต้น
.jpg)
อาจเกิดจากสภาวะทางด้านจิตใจที่มีความเครียด สภาวะทางอารมณ์ของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์ มีผลต่ออาการแพ้ท้องได้
สัญชาตญาณการต่อต้านอาหารที่อาจส่งผลต่อเด็กในครรภ์จึงทำให้เหม็นกลิ่นอาหาร ทฤษฎีหนึ่งอธิบายว่า อาการแพ้ท้องอาจเป็นกลไกป้องกันตามธรรมชาติของร่างกาย เพื่อหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ในช่วงที่อวัยวะต่าง ๆ กำลังเจริญเติบโต จึงทำให้คุณแม่มีความไวต่อกลิ่นและรสชาติมากขึ้น
เพิ่งตั้งครรภ์ครั้งแรก
ตั้งครรภ์แฝด เนื่องจากมีฮอร์โมนสูงมาก
มีประวัติแพ้ท้องรุนแรงในครรภ์ก่อนหน้า
คุณแม่มีน้ำหนักตัวมาก
โดยทั่วไปแล้วจะพบว่าคุณแม่เริ่มมีอาการแพ้ท้องรุนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ 4-6 และอาการจะค่อย ๆ บรรเทาลงเมื่อผ่านเข้าสู่สัปดาห์ที่ 12-14 อาการแพ้ท้องสามารถเกิดขึ้นได้จนกว่าจะคลอด โดยมักแสดงออกมาอย่างเด่นชัด ดังนี้
คลื่นไส้อยากอาเจียน

เวียนหัว
รู้สึกแสบลิ้นปี่
เหม็นกลิ่นสิ่งต่าง ๆ เช่น กลิ่นอาหาร เป็นต้น
เบื่ออาหาร
อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
ท้องอืด แน่นท้อง
เหม็นอาหารแก้ด้วยการแบ่งกิน: แบ่งการทานอาหารให้มีจำนวนมื้อที่มากขึ้น แต่ละมื้อให้ทานในปริมาณที่น้อยลงไม่ควรฝืนกินหากมีอาการเหม็น นอกจากนี้การกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ จะทำให้มีกลิ่นแรง จึงควรรอให้อาหารเย็นลงก่อนเพื่อไม่ให้กลิ่นรุนแรงมากจนเกินไป
อย่าเสี่ยงสิ่งกระตุ้น: หากรู้ตัวว่ากลิ่นอาหารชนิดใด หรือร่างกายตอบสนองต่ออะไรบ้าง ควรหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นเพื่อลดอาการแพ้ท้อง ให้พยายามพาตนเองมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ตนชื่นชอบจะดีที่สุด
ให้ความสำคัญกับการพักผ่อน: ในช่วงตั้งครรภ์ไม่ว่าจะมีอาการแพ้ท้องหรือไม่การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ พยายามอย่าเข้านอนดึก ประกอบกับพยายามทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความผ่อนคลาย นอกจากนี้ควรทานน้ำเยอะ ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำด้วย
ทานยาบำรุงและวิตามินอย่างถูกต้อง: ไม่ควรซื้อมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะยาบางชนิดอาจไม่ปลอดภัยต่อทารกในครรภ์
อาหารที่มีกลิ่นแรงหรือฉุน
อาหารรสจัด เผ็ด หรือเค็มมาก
อาหารที่มีไขมันสูง ของทอด มันเยอะ
อาหารที่มีรสหวาน เช่น เค้ก ขนม น้ำอัดลม
อาหารดิบหรือไม่สุกดี เช่น ซูชิ ก้อย ลาบดิบ เป็นต้น
เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง
อาหารที่มีกลิ่นบูดหรือหมักนาน

เราอาจพูดกันติดปากว่า “แพ้ท้องแทนเมีย” เป็นอาการที่ผู้ชายแพ้ท้องคล้ายกับผู้หญิงอาการนี้เรียกว่า “Couvade Syndrome” สำหรับที่มาของอาการยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีการคาดการว่ามาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเมื่อรู้ว่าจะมีบุตร อารมณ์ความรู้สึกวิตกกังวล และอาจเกิดเกี่ยวเนื่องกับจิตวิทยา กรณีที่รับรู้ถึงความต้องการมีลูกของภรรยา หรือมีลูกหลังภาวะมีลูกยาก เป็นต้น
การรับมืออาการแพ้ท้องแทนภรรยา
สำหรับคุณพ่อที่มีอาการแพ้ท้องแทนภรรยา ไม่ควรถูกล้อเลียนหรือดูถูก เพราะอาการเหล่านี้เป็นเรื่องจริงและจะหายไปเอง เมื่อคุณแม่คลอดบุตร ควรให้การช่วยเหลือหรือสนับสนุน และทำความเข้าใจกัน หากอาการรุนแรงอาจปรึกษาแพทย์ได้
อาการแพ้ท้อง เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในหญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ แม้ว่าจะเป็นอาการที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดี การดูแลอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณแม่ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ อย่างไรก็ตามหากมีอาการรุนแรงผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง