โรคลมหลับ
หากง่วงนอนแม้จะนอนพอแล้ว ระวังอาจเป็นโรคลมหลับ

 

หากคุณรู้สึกง่วงนอนมากตลอดทั้งวันแม้จะนอนหลับเพียงพอแล้ว หรืออาจเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคลมหลับ (Narcolepsy) ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการทำงานได้

 

 

โรคลมหลับ (Narcolepsy)

 

โรคลมหลับคืออะไร

 

โรคลมหลับ เป็นความผิดปกติทางระบบประสาทที่ส่งผลต่อการควบคุมวงจรการนอนหลับของร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการง่วงนอนอย่างรุนแรงในเวลากลางวัน และไม่สามารถควบคุมความง่วงได้ ทำให้เผลอหลับได้ทุกที่ ทุกเวลา แม้จะนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอตอนกลางคืนแล้วก็ตาม

 

 

ความแตกต่างระหว่างการง่วงนอนปกติกับโรคลมหลับ

 

  • ง่วงนอนปกติ: เกิดจากการนอนไม่พอ หรือทำงานหนัก สามารถฝืนร่างกายไม่ให้หลับได้ และอาการมักจะหายหลังจากได้รับการพักผ่อน

 

  • โรคลมหลับ: ง่วงนอนอย่างรุนแรงแม้จะนอนพอแล้ว ไม่สามารถฝืนตัวเองให้ตื่นได้ อาจเผลอหลับแบบฉับพลันโดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า

 

 

อาการของโรคลมหลับ

 

 

  • เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว และอาจตื่นขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าหลับไปเมื่อไหร่

 

  • สามารถหลับได้หลายครั้งต่อวัน

 

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Cataplexy) เนื่องจากการกระตุ้นทางอารมณ์ เช่น ความตื่นเต้น และการหัวเราะ เป็นต้น

 

ผีอำ

 

  • อาการผีอำ (Sleep paralysis) คือ การที่ไม่สามารถขยับตัว และส่งเสียงได้ในขณะหลับ สร้างความตกใจแต่ไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด

 

  • อาการร่วมอื่น ๆ เช่น ปวดศีรษะ, ซึมเศร้า, หลงลืมง่าย, ขาดสมาธิในการทำงาน, อ่อนเพลีย, เหนื่อยง่าย, นอนหลับกลางคืนไม่สนิท และตื่นบ่อย เป็นต้น

 

 

สาเหตุของโรคลมหลับ

 

ในทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคลมหลับ แต่ในผู้ป่วยหลายรายมักจะมีไฮโปเครติน (Hypocretin) หรือระดับสารเคมีในสมองที่ต่ำกว่าปกติ

 

 

ผลกระทบของโรคลมหลับ

 

ง่วงนอนตอนขับรถ

 

  • ด้านความปลอดภัย: เสี่ยงต่ออุบัติเหตุสูงมาก โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากการขับรถ หรืออาจหลับในขณะทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เช่น ทำอาหาร หรือในขณะที่ใช้เครื่องมืออยู่ 

 

  • ด้านการทำงานและเรียน: ไม่สามารถทำงานหรือเรียนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขาดสมาธิ หลงลืมง่าย

 

  • ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม: ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมได้เต็มที่ อาจรู้สึกอยากแยกตัวจากสังคม เป็นต้น

 

  • ด้านสุขภาพกายและใจ: เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เนื่องจากการเผาผลาญพลังงานน้อยลง, มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคหัวใจ, อาจเกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวลได้

 

 

การวินิจฉัยโรคลมหลับ

 

  • ซักประวัติและตรวจร่างกาย เช่น คุณภาพการนอนหลับในเวลากลางคืน, ความถี่ในการหลับในเวลากลางวัน, ลักษณะและระยะเวลาของอาการง่วงนอน, ประวัติโรคในครอบครัว และยาที่รับประทานอยู่ เป็นต้น

 

  • ตรวจการนอนหลับ (Polysomnogram) เป็นการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง, คลื่นไฟฟ้าหัวใจ, คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ, การเคลื่อนไหวของดวงตา, การหายใจขณะนอนหลับ และวัดระดับออกซิเจนในเลือด

 

  • ตรวจความง่วงนอน (Multiple Sleep Latency Test) การตรวจวัดระยะเวลาที่รู้สึกง่วง และเวลาที่หลับไปในช่วงกลางวัน โดยให้ผู้ป่วยงีบ ประมาณ 20 นาทีห่างกันทุก 2 ชั่วโมง จำนวน 4 - 5 รอบ และบันทึกผล

 

 

การรักษาโรคลมหลับ

 

แม้ว่ายังไม่มีวิธีรักษาจนหายขาด แต่สามารถรักษาเพื่อบรรเทาอาการได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

 

การใช้ยา

 

  • การใช้ยายากระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง เช่น Methylphenidate, Amphetamine และ Modafinil

 

การปรับพฤติกรรม

 

  • ตื่นนอน และเข้านอนให้เป็นเวลา

 

  • ปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสมกับการนอน

 

  • ปรับสภาพร่างกายให้รู้สึกผ่อนคลายก่อนเข้านอน

 

อ่านหนังสือก่อนนอน

 

  • ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบา ๆ

 

  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ ก่อนนอน

 

  • งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และบุหรี่

 

 

โรคลมหลับ เป็นความผิดปกติของการนอนหลับ ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต แม้ว่ายังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด แต่การวินิจฉัยและเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยควบคุมอาการและทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติสุขเช่นเดิม



เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

 

ตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)

 

ภาวะขากระตุกขณะหลับ อีกหนึ่งปัญหากวนใจของใครหลายคน