สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

การตรวจสุขภาพของแม่และทารกในครรภ์ซึ่งมีความเสี่ยงสูง เช่น การป้องกันโรคธาลัสซีเมียของทารกในครรภ์ เบาหวานในสตรีตั้งครรภ์ เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ครรภ์แฝด ครรภ์เป็นพิษ ฯลฯ จัดเป็นภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อยที่สุด เนื่องจากภาวะนี้หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่น ๆ จะมีผลต่อสุขภาพของแม่และชีวิตของทารกในครรภ์ 

 

 

 

ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยให้การรักษาและการฝากครรภ์แต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญ แม้สตรีตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว แต่ก็ยังต้องการตรวจคัดกรองเบื้องต้นทุกราย รวมถึงการตรวจหาสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง (High-risk Pregnancy) ซึ่งถือเป็นวิธีการตรวจกรองวิธีหนึ่งเพื่อเลือกสตรีตั้งครรภ์บางรายมาทำการตรวจกรองและวินิจฉัยเพิ่มเติมก่อนที่จะเกิดปัญหา 

 

ตรวจคัดกรองสตรีตั้งครรภ์

การตรวจคัดกรองสตรีตั้งครรภ์สามารถทำใน 2 ลักษณะคือ 1.การตรวจคัดกรองทุกราย กับ 2.ตรวจคัดกรองเฉพาะรายที่มีความเสี่ยงสูง 

การตรวจกรองสตรีตั้งครรภ์ทุกราย :  คือการตรวจกรองที่ทำในสตรีตั้งครรภ์ทุกรายโดยไม่เลือกว่าเป็นการตั้งครรภ์เสี่ยงสูงหรือไม่ เช่น การตรวจขนาดและลักษณะของเม็ดเลือดแดง การตรวจหมู่เลือด ABO และ Rh กากรตรวจการติดเชื้อซิฟิลิส เชื้อไวรัสตับอักเสบบี การตรวจเชื้อไวรัสเอดส์ และตรวจปัสสาวะดูไข่ขาวและน้ำตาลกลูโคสในปัสสาวะ เป็นต้น  

นอกจากนั้นเนื่องจากในประเทศไทยมีความชุกของโรคธาลัสซีเมียสูง จึงควรตรวจกรองโรคธาลัสซีเมียในสตรีตั้งครรภ์ทุกรายด้วย 

การตรวจกรองเฉพาะสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง : คือการตรวจกรองที่ทำในสตรีตั้งครรภ์เฉพาะรายที่เป็นการตั้งครรภ์เสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคนั้น ๆ เช่น การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การทำนายการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เป็นต้น

 

โรคที่ต้องมีการตรวจคัดกรอง

1.โรคธาลัสซีเมีย

      โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคพันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุดของประเทศ อุบัติการของประชากรไทยมีพาหะของโรคนี้ประมาณร้อยละ 30-40 และผู้ป่วยด้วยโรคนี้ร้อยละ 1 หรือประมาณ 600,000 คนต่อประชากร 60 ล้านคน โดยมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 12,000 คนต่อปี 

อาการผู้ป่วยจะมีอาการซีดมาก เหลือง ตับและม้ามโตตั้งแต่เด็ก บางคนจะเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 1-2 เดือน ร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ ภาวะซีดมากเรื้อรัง จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในไขกระดูกโดยเฉพาะที่หน้า การให้เลือดทดแทนจะช่วยให้ชีวิตผู้ป่วยยืนยาวขึ้น ผู้ป่วยพวกนี้มีภาวะเหล็กเกิน โรคแทรกซ้อนที่สำคัญอันหนึ่งคือภาวะหัวใจวาย ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้แก่ ตับแข็ง เบาหวาน เป็นต้น 

การรักษาส่วนใหญ่มักเป็นการรักษาตามอาการหรือประคับประคองแบบเรื้อรังไปตลอดชีวิต โรคเหล่านี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ซึ่งถ้าในหญิงตั้งครรภ์มีความเป็นไปได้ว่าเนื้อเยื่อของคนน้องจะเข้ากับคนพี่ได้อย่างน้อยร้อยละ 25 ซึ่งถ้าเข้ากันได้การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่มาจากเลือดจากรกของคนน้องอาจช่วยรักษาโรคให้คนพี่ได้

ความสำเร็จของการป้องกันโรคธาลัสซีเมียขึ้นกับความสามารถตรวจคัดกรองพาหะหรือคู่สมรสเสี่ยง โดยทั่วไปพาหะของธาลัสซีเมียมักมีสุขภาพปกติแต่มีเม็ดเลือดแดงผิดปกติซึ่งไม่มีผลต่อสุขภาพ การให้คำปรึกษาแนะนำทางพันธุศาสตร์และการวินิจฉัยทารกก่อนคลอดสามารถลดอุบัติการของโรคธาลัสซีเมียได้ เนื่องจากพาหะของธาลัสซีเมียในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมาก การตรวจคัดกรองจึงควรทำในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย (Universal Screening)

 

2.เบาหวานในขณะตั้งครรภ์

ภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ทำให้พบภาวะแทรกซ้อนครรภ์เป็นพิษ คลอดก่อนกำหนดในแม่เพิ่มขึ้น และพบทารกเสียชีวิตในครรภ์ในระหว่าง 4-8 สัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์ ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่ไม่รุนแรงจะไม่เพิ่มอัตราตายทารกก่อนกำเนิด แต่ก็พบทารกตัวโตและคลอดยาก ทำให้ตกเลือดหลังคลอดได้  ครรภ์แฝดน้ำ (เข้าใจว่าเกิดจากทารกปัสสาวะมาก) พบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอด ตัวเหลือง และภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำเพิ่มขึ้น 

ผลกระทบของภาวะเบาหวานในระยะยาวจะเพิ่มอัตราเสี่ยงของการเกิดเบาหวานหลังคลอดเพิ่มขึ้น รวมทั้งสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ทำให้ลูกหลานมีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวานเพิ่มขึ้น

การตรวจกรองและการวินิจฉัยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ตั้งแต่แรกเริ่มและให้การดูแลรักษาจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะตามมาได้  โดยทำการตรวจคัดกรองเบื้องต้นครั้งแรกด้วยการให้ดื่มน้ำตาลกลูโคสขนาด 50 กรัม แล้วตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดภายหลังดื่มน้ำตาลกลูโคส 1 ชั่วโมง  ( 50-g glucose challenge test ) ถ้าหากพบว่าผิดปกติ โดยหากพบระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 140 มก./ดล. จึงค่อยทำการตรวจวินิจฉัยด้วย 100-gram OGTT (3-hour) โดยให้ผู้ป่วยงดน้ำและอาหาร 10-12 ชั่วโมง และให้ดื่มน้ำตาลกลูโคสในขนาด 100 กรัม ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดที่เวลาก่อนดื่มน้ำตาลและหลังดื่มน้ำตาลกลูโคส

 

3.การเจ็บครรภ์และการคลอดก่อนกำหนด

เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ก่อให้เกิดภาวะทุพพลภาพ และเป็นสาเหตุการตายของทารกแรกเกิดที่พบบ่อย ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด หมายถึงการเจ็บครรภ์และคลอดตั้งแต่สัปดาห์ที่ 28 ไปจนก่อนครบสัปดาห์ที่ 37 ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดโดยทั่วไปพบได้ร้อยละ 9-10 ของการคลอด ส่วนมากแล้วจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และมีโอกาสเกิดซ้ำในครรภ์ถัดไป 

ปัจจัยเสี่ยงที่พบได้แก่ การติดเชื้อที่ปากมดลูก / ในน้ำคร่ำ ครรภ์เป็นพิษ รกเกาะต่ำ/ลอกตัวก่อนกำหนด ครรภ์แฝดและครรภ์แฝดน้ำ ปากมดลูกอ่อนแอจากการบาดเจ็บจากการแท้ง/คลอดหรือผ่าตัด ที่บริเวณปากมดลูก ตัวมดลูกผิดปกติ ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะทุพโภชนาการ รวมทั้งการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ มีผลทำให้คลอดก่อนกำหนด

การวินิจฉัย จากการตรวจพบมีการหดรัดตัวของมดลูกและการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกโดยที่มีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างน้อย 4 ครั้งใน 20 นาที หรือ 8 ครั้งใน 60 นาที ร่วมกับมีปากมดลูกบางตัว อย่างน้อยร้อยละ 80 และปากมดลูกต้องเปิดมากกว่า 1 เซนติเมตร  อาจมีอาการปวดหลัง ปวดคล้ายปวดประจำเดือน ตกขาวใสหรือตกขาวมีเลือดปน ซึ่งต้องแยกให้ออกจาการเจ็บครรภ์หลอก ซึ่งการหดรัดตัวของมดลูกจะไม่สม่ำเสมอและอาจจะมีอาการเจ็บปวดได้เล็กน้อยหรือไม่มีก็ได้

 

การทำนายการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด  

• การตรวจภายในเพื่อประเมินการขยายและการบางตัวของปากมดลูก เป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดแต่ประโยชน์ที่จะนำมาไม่ชัดเจน มีความผันแปรได้มากและมีความไวต่ำ

• การใช้อัลตร้าซาวนด์วัดความยาวของปากมดลูก โดยปกติเมื่ออายุครรภ์ 24 สัปดาห์ความยาวของปากมดลูกเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 35 มม. ถ้าพบว่าความยาวลดลงเรื่อย ๆ จะมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้สูงขึ้น มีความถูกต้องแม่นยำในการประเมินความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดมากกว่าการตรวจภายใน

• การตรวจสาร Fetal Fibronectin จากช่องคลอด พบว่ามีความไวสูงและอาจช่วยลดการได้รับยาหรือการรักษาที่ไม่จำเป็น

การดูแลรักษา หลักสำคัญของการรักษาก็คือ พยายามยืดระยะเวลาการคลอดโดยเฉพาะก่อนอายุ 34 สัปดาห์ ก็จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวการณ์ทำงานของปอดทารกล้มเหลว

การดูแลภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด ต้องยืนยันการวินิจฉัยที่แน่นอนว่าเป็นการเจ็บครรภ์จริง ต้องยืนยันอายุครรภ์โดยอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงหาสาเหตุของการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด  ตรวจสภาวะสุขภาพของทารกในครรภ์ เลือกการให้ยาระงับการหดรัดตัวของมดลูก การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ เร่งการกระตุ้นการทำงานของปอดทารก

 

4. ครรภ์เป็นพิษ 

ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจเรื่องความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ ซึ่งหมายถึงความดันโลหิต Systolic ตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอท หรือความดันโลหิต Diastolic ตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอท  ส่วนครรภ์เป็นพิษ หรือ Preeclampsia คือความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท และมีโปรตีนในปัสสาวะ

ครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) คือภาวะชักซึ่งหาสาเหตุอื่นไม่พบในผู้ป่วย ครรภ์เป็นพิษที่รุนแรงมีอาการชักเป็นกลุ่มอาการที่พบเฉพาะสตรีตั้งครรภ์ โดยพบปริมาณเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ลดน้อยลง ก่อนตรวจพบความดันโลหิตสูง  ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าปกติ อาจพบการบวมที่ผิดปกติหรือขาบวมอย่างมาก ต่อมาจึงตรวจพบความดันโลหิตสูง การตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะมักพบภายหลังและแสดงถึงความรุนแรงของโรคที่เพิ่มขึ้น หากมีอาหารปวดหัว ตามัวหรือจุกแน่นลิ้นปี่ แสดงว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดการชักได้สูง ภาวะชักอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในระยะก่อนคลอด ระยะเจ็บครรภ์คลอด หรือระยะหลังคลอด

ภาวะแทรกซ้อนต่อแม่ที่สำคัญ ได้แก่ มีเลือดออกในสมอง รกลอกตัวก่อนกำหนด ความผิดปกติของระบบประสาท  ปอดอักเสบจากอาหารสำลัก และปอดบวมน้ำ

ภาวะแทรกซ้อนต่อทารกที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะการขาดออกซิเจนจากรกลอกตัวก่อนกำหนด

         ครรภ์เป็นพิษพบมากในสตรีครรภ์แรก อายุน้อย  ซี่งแตกต่างจากผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ซึ่งส่วนใหญ่อายุมากกว่า 35 ปี และเป็นการตั้งครรภ์หลัง ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่สำคัญของภาวะ ได้แก่ ความอ้วน การตั้งครรภ์แฝด ภาวะเกร็ดเลือดต่ำ เป็นความผิดปกติที่พบบ่อยที่สุด อาจพบการแตกของเม็ดเลือดแดง จะพบการทำงานผิดปกติของไตตับและสมอง ส่วนการทำนายการเกิดโรคไม่มีการตรวจใดที่พบว่ามีประโยชน์อย่างชัดเจน

การดูแลรักษาการทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงเป็นการรักษาหลัก แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยคือป้องกันการชัก ควบคุมระดับความดันโลหิตสูง ทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงเมื่อครรภ์ครบกำหนดแม่มีอาการโรครุนแรง หรือตรวจพบสุขภาพของทารกผิดปกติ

 

5.ทารกโตช้าในครรภ์

ภาวะทารกโตช้าในครรภ์ บ่งชี้ถึงภาวะที่ทารกในครรภ์ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามศักยภาพที่ได้ กำหนดไว้แล้วในทางพันธุกรรม แพทย์ต้องทราบอายุครรภ์ที่ถูกต้องของทารกในครรภ์ เนื่องจากน้ำหนักของทารกเปลี่ยนตามอายุครรภ์

 

สาเหตุแบ่ง 3 ปัจจัย 

1.ปัจจัยทางแม่ (Maternal causes)

• แม่ที่มีรูปร่างเล็ก ( constitutionally small) แม่ที่มีรูปร่างเล็กมักให้กำเนิดบุตรที่มีขนาดเล็ก แม่ที่มีน้ำหนักก่อนคลอดน้อยกว่า 45 กิโลกรัม มีโอกาสคลอดทารกที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ 2 เท่า

• ภาวะน้ำหนักของแม่ไม่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ ในแม่ที่มีน้ำหนักมากมีสุขภาพปกติและไม่มีโรคแทรกซ้อน การที่น้ำหนักแม่เพิ่มขึ้นไม่ถึงเกณฑ์เฉลี่ยมักไม่ส่งผลต่อน้ำหนักของทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตามหากแม่ที่มีน้ำหนักน้อยหรือปานกลาง การที่น้ำหนักของแม่ไม่เพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์จะส่งผลให้มีภาวะทารกโตช้าในครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากน้ำหนักแม่ไม่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2

• การติดเชื้อในแม่ การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรียและโปรโตซัว อาจส่งผลให้มีการติดเชื้อของรกและทารกในครรภ์และทำให้เกิดภาวะทารกโตช้า  

• โรคของแม่ ที่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของเส้นเลือดในรก ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ภาวะเบาหวานที่เป็นมาก โรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน โรคไตเรื้อรัง โรคที่ทำให้แม่มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ เช่น  Obstructive lung disease โรคหัวใจบางชนิด โรคโลหิตจางที่รุนแรง ก็ทำให้เกิดภาวะทารกโตช้าได้เช่นกัน สำหรับแม่ที่มีภาวะ antibody syndrome จะตรวจพบ antibody ต่อ cardiolipin  หรือ anticoagulant จะทำให้เกิดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด และทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดของรก ส่งผลให้เกิดการแท้งซ้ำซาก ทารกตายในครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ รวมถึงภาวะทารกโตช้าในครรภ์ด้วย  

• ปัจจัยแวดล้อมของแม่  แม่ที่สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด เช่น แอลกอฮอล์ โคเคน ฝิ่น ส่งผลให้เกิดทารกโตช้าได้ เศรษฐานะต่ำ การฝากครรภ์ไม่ดี ภาวะทุพโภชนาก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง การใช้ยาบางอย่างประจำ เช่น ยากันชัก ยาห้ามการแข็งตัวของเลือดบางชนิด

2. ปัจจัยจากทารก (Fetal causes) 

ความผิดปกติของทารกในครรภ์ที่อาจทำให้เกิดภาวะโตช้าในครรภ์  อาจเป็นได้ทั้งความผิดปกติทางโครงสร้างและความผิดปกติทางโครโมโซม

3. ปัจจัยจากรก (Placental causes) 

อาจมีความผิดปกติทั้งทางโครงสร้างหรือการทำงานของรก การวินิจฉัยสามารถทำได้ด้วยวิธีการดังนี้ 

• ประวัติการฝากครรภ์ การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเป็นจุดเริ่มต้นของการวินิจฉัยภาวะทารกโตช้าในครรภ์ แม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต แม่ที่เคยคลอดบุตรที่มีภาวะโตช้าในครรภ์  จะมีความสี่ยงสูงขึ้น แม่ที่มีน้ำหนักน้อยขณะตั้งครรภ์และน้ำหนักไม่เป็นตามเกณฑ์ที่ควรเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง  ดังนั้นแพทย์ควรตรวจติดตามความสูงของยอดมดลูกและส่งตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อยืนยันต่อไป

• การตรวจความสูงของยอดมดลูก การใช้สายวัดจากยอดมดลูกถึงเหนือกระดูกหัวหน่าว  เป็นวิธีที่ง่ายจึงยังเป็นวิธีที่นิยมใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในการคัดกรองทารกโตช้าในครรภ์ เพื่อทำการตรวจยืนยันด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงต่อไป

• การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ในสตรีที่มีความเสี่ยงสูงจากประวัติหรือการตรวจร่างกายก็ตาม  ควรได้รับการตรวจคลื่นเสียงความถี่สุงเพื่อยืนยันอายุครรภ์ ประเมินความผิดปกติและประเมินการเจริญเติบโตของทารกในช่วงอายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์ และอาจตรวจติดตามการเจริญเติบโตอีกครั้งเมื่ออายุครรภ์ 32-34 สัปดาห์ การประเมินขนาดของทารกประกอบด้วยการวัดตัววัดมาตรฐานต่าง ๆ และการคำนวณน้ำหนักทารกในครรภ์

 

การดูแลรักษา หลักการใหญ่ ๆ ในการดูแลทารกโตช้าในครรภ์  

• ฝากครรภ์ เพื่อค้นหาและลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สุขภาพทารกในครรภ์เลวลง และการเสริมสร้างการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

• การฝากครรภ์หรือการตรวจเฝ้าระวังสุขภาพของทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด การนับจำนวนครั้งการดิ้นของทารก เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ ทารกปกติควรดิ้นตั้งแต่ 10 ครั้งขึ้นไปในเวลา 12 ชั่วโมงในแต่ละวัน  การใช้การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง Biophysical profile และคลื่นเสียงความถี่สูงดอปเลอร์ และการตรวจติดตามอัตราการเต้นของหัวใจทารกโดยคลื่นไฟฟ้า เป็นวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้เฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ การตรวจโดยทั่วไปมักตรวจสัปดาห์ละครั้ง

• การฝากครรภ์และการกำหนดเวลาคลอดที่เหมาะสม 

 

การเลือกสถานที่ฝากครรภ์ควรเลือกโรงพยาบาลคุณแม่สะดวกที่สุด เช่น โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือเดินทางสะดวก หากเป็นโรงพยาบาลที่คุณแม่มีประวัติการรักษาโรคประจำตัวมาก่อนจะยิ่งดี เพราะคุณหมอจะมีประวัติว่าคุณแม่เคยเป็นโรคอะไร ใช้ยาอะไร และจะมีผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์หรือไม่