สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

 

 

 

การเกิดตากุ้งยิงนั้นสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย เกิดจากการอักเสบของหนังตา ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบของต่อมไขมันบริเวณฐานของขนตาใต้เปลือกตา โดยมีอาการบวมแดงร้อน หรือมีอาการปวด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อสายตา ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดด้วยยาหยอดตา หรือป้ายขี้ผึ้งใต้ตา หรือแม้แต่การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดตากุ้งยิง

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดตากุ้งยิงนั้น เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันบริเวณโคนขนตาอุดตัน แล้วทำให้มีเชื้อโรคแทรกซ้อนเข้าไป ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง พักผ่อนน้อย รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา หรือออกกำลังกายน้อย สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานต่ำลง ทำให้ร่างกายอ่อนแอ รวมไปถึงคนที่ใช้สายตามาก หรือคนที่มีสายตาผิดปกติแล้วไม่ได้รับการแก้ไข ในบางรายอาจจะเกิดจากการขยี้ตาบ่อยจนเกินไป แล้วทำให้เปลือกตาไม่สะอาด ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ หรือเกิดจากการใช้เครื่องสำอาง แล้วล้างออกไม่หมด หรือล้างไม่สะอาด ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค หรือแม้แต่การใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือที่ไม่สามารถก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคนี้ ตากุ้งยิงนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เป็นเชื้อหนอง Staphylococcus aureus ในบางรายที่เป็นโรคตากุ้งยิงแล้วไม่ทำการรักษา หนองอาจจะหายเองได้ หรืออาจจะแตกออก หรืออาจจะทำให้เกิดเป็นก้อนขนาดใหญ่รบกวนการมองเห็น

 

ตากุ้งยิงแบ่งเป็น 2 ชนิด

กุ้งยิงชนิดหัวผุด ตากุ้งยิงชนิดนี้ เป็นการอักเสบของต่อมไขมันบริเวณผิวหนังตรงโคนขนตา มีลักษณะเป็นหัวฝีผุดให้เห็นได้อย่างชัดเจน ตรงบริเวณขอบตา อีกทั้งยังลักษณะสีเหลือง ตรงกลางรอบ ๆ นูนแดง เวลากดจะรู้สึกเจ็บ

ตากุ้งยิงชนิดหัวหลบใน เป็นการอักเสบของ ต่อมไขมันบริเวณเยื้อบุเปลือกตา บริเวณเนื้อเยื้อสีชมพู ที่อยู่ลึกจากขอบตาเข้าไป ต้องปลิ้นเปลือกตาออกมาจึงจะเห็น โดยหัวฝีจะหลบซ่อนอยู่ด้านในของเปลือกตา โดยจะมีอาการปวดที่บริเวณดวงตา เมื่อใช้นิ้วคลำดูจะพบตุ่มแข็งและเจ็บ หากปลิ้นเปลือกตาด้านในออกมาจึงจะเห็นหัวฝีสีเหลือง ๆ บางครั้งอาจเกิดการอุดตันของต่อมไขมันบริเวณเยื้อบุเปลือกตานี้ อาจมีการอุดตันของรูเปิดเล็ก ๆ นี้ ทำให้มีเนื้อเยื้อรวมกันอยู่อยู่ภายในต่อมกลายเป็นตุ่มนูน ไม่มีการเจ็บปวดใด ๆ ภาษาทางแพทย์เรียกว่า คาลาเซียน ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ตาเป็นซิสต์

อาการของตากุ้งยิง

ผู้ป่วยที่เป็นตากุ้งยิงจะมีอาการปวดหนังตา เวลาที่กลอกตาหรือหลับตาจะทำให้รู้สึกปวด ในบางรายนั้นจะมีอาการบวมที่เปลือกตา จะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นก้อนที่เปลือกตา มีน้ำตาไหล และรู้สึกคันที่ตาเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา และแพ้แสงแดด ในผู้ป่วยบางรายนั้นอาจเกิดอาการบวมมากจนตาปิด หรือบางรายอาจร้ายแรงมากกว่านั้นคือ มีหนองไหลออกมาจากเปลือกตา และในกรณีที่หนองแตกในตาจะทำให้ขี้ตาเป็นสีเขียว

 

การวินิจฉัย

ตากุ้งยิงพบบ่อยในวัยรุ่นถึงผู้ใหญ่ ในผู้สูงอายุนั้นพบได้น้อยกว่า หากพบในผู้สูงอายุนั้น ต้องตรวจเช็คร่างกาย ซึ่งอาจตรวจพบ โรคเบาหวาน หรือ โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคต่าง ๆ ที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลง และนอกจากนั้นตากุ้งยิงจะพบบ่อยในพวกที่ชอบขยี้ตา ไม่ค่อยรักษาความสะอาดของใบหน้า ผู้ที่มีโรคผิวหนังบริเวณใบหน้าและใบหน้ามัน สำหรับการวินิจฉัยโรคตากุ้งยิง แพทย์จะทำการตรวจโดยการตรวจพบก้อนนูนที่บริเวณหนังตา ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บเวลากด และมีอาการตาแดง มีขี้ตาชัดเจน ถ้าเป็นไตแข็งก็จะเป็นเพียงก้อนนูน ไม่เจ็บ ตาไม่แดง เพียงแต่อาจสร้างความรำคาญหรือการระคายเคืองเหมือนมีก้อนอะไรติดอยู่ในดวงตา และถือว่าเป็นโรคไม่ร้ายแรง และตอบสนองต่อการรักษาได้ดี ดังนั้นไม่ว่าติดเชื้ออะไรมาก็ตาม

 

 

วิธีการรักษาตากุ้งยิง

เมื่อมีอาการของตากุ้งยิง ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ให้เร็ว เพราะในระยะเริ่มแรกนั้นอาการของโรคจะยังไม่เป็นตากุ้งยิง จะมีลักษณะเป็นแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง ถ้าหากใช้ยาได้ทันท่วงที มีข้อแนะนำว่าให้ใช้น้ำอุ่นประคบจะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดการรวมตัวเป็นฝี ซึ่งตากุ้งยิงนั้นสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาเท่านั้น และการใช้ยานั้นไม่ควรซื้อยามาใช้เอง

 

การรักษานั้น ควรเข้ารับการตรวจตา และสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น โดยส่วนใหญ่แล้วมักใช้กลุ่มยาปฏิชีวนะหยอดตาป้ายตา และในบางรายแพทย์อาจต้องสั่งยาปฏิชีวนะแบบรับประทานร่วมด้วย แต่ในบางราย หากเป็นฝีเป็นตุ่มขึ้นมา ก็จำเป็นต้องมีการรักษาโดยการผ่าฝีและขูดบริเวณนั้นออกให้สะอาดจริง ๆ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ในผู้ป่วยบางรายสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ถ้าหนองยังออกไม่หมด หรืออาการอักเสบยังไม่หายดี สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นตากุ้งยิงนั้นได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่น ๆ ผู้ที่มีหนังตาอักเสบเรื้อรัง ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง

 

ยารับประทาน

Erythromycin ให้ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้งก่อนอาหาร ข้อควรระวังในการใช้ยาชนิดนี้คือ ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ ไม่ควรใช้ร่วมกับยา theophyllin, digoxin, carbamazepine, cyclosporine warfarine, lovastatin, และ simvastatin ยานี้อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องได้

 

Dicloxacillin ให้ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้งก่อนอาหาร

Tetracycline ให้ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง แต่มีข้อควรระวังคือหากใช้ยานี้ร่วมกับร่วมกับยารักษาโรคกระเพาะอาหาร หรือยาระบาย จะทำให้การดูดซึมของยานี้ลดลง และมีผลทำให้ระดับยาคุมกำเนิดลดลง อาจเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ และห้ามใช้ในคนท้อง

การใช้ยาหยอดตา

Bacitracin ophthalmic ointment ในรายที่เป็นมาก ให้ป้ายแผลวันละ 4-6 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน ในรายที่เป็นน้อยให้ป้ายวันละ 2-3 ครั้ง

Tobramycin ophthalmic solution หยอดตาวันละ 3-4 ครั้ง

การผ่าตัดระบายหนอง

วิธีการนี้จักษุแพทย์ อันดับแรกแพทย์จะทำความสะอาดบริเวณที่ต้องผ่าตัดและปูผ้า จากนั้นใช้ยาชาหยอดตา เช่น proparacain eye drop หลังจากนั้นจึงฉีดยาชาลงบริเวณที่จะลงมีด โดยใช้ 1 – 2 % lidocain with adrenarine โดยฉีดเข้าไปที่บริเวณใต้ผิวหนัง ใกล้บริเวณที่จะลงมีด ไม่ควรฉีดเข้าไปในตุ่มนั้นโดยตรง เพราะจะทำให้รู้สึกชา

 

การลงมีดแพทย์จะลงมีดผ่านตำแหน่งของตากุ้งยิง โดยกรณีตุ่มเห็นชัดเจนทางด้านนอกของเปลือกตาในแนวนอน ส่วนในกรณีที่สามารถมองเห็น ตุ่มในด้านในเปลือกตาได้ ให้ลงมีดตั้งฉาก ในด้านเยื้อบุตาขาว ผ่านไปยังแผ่น tarsal plate ในเปลือกตาซึ่งมี meibomain glands อยู่ โดยให้มีความยาวประมาณ 3 มม. หรือตามความเหมาะสมโดยประมาณ ให้ขนานตามทิศทางของต่อมไขมัน บริเวณเปลือกตา meibomian glands แต่ไม่ควรลงมีดผ่านไปถึงขอบเปลือกตา (lid margin) เนื่องจากเมื่อแผลหายแล้วอาจทำให้ขอบเปลือกตา ผิดรูปไปจากเดิม ภายหลังจากการรักษา แพทย์มักจะปิดตาข้างนั้นไว้เพื่อไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-5 ชั่วโมง ในระหว่างนี้ควรลดกิจกรรมที่เกี่ยวกับการใช้สายตา เช่น ไม่ควรขับรถเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ หากมีอาการปวดบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงหรือเมื่อมีอาการ

 

 

 

ผลข้างเคียง

โรคตากุ้งยิงนั้น ถือเป็นโรคที่นับว่าสามารถหายเองได้ หากมีการรักษาความสะอาดที่ดี ร่วมกับการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง หรือการใช้ยาปฏิชีวนะ ก็จะหายได้ใน 1 – 2 สัปดาห์เป็นส่วนใหญ่ แต่ในผู้ป่วยบางรายนั้นมีภูมิต้านทานต่ำ หรือมีเชื้อโรคเป็นจำนวนมาก หรือไม่มีการรักษาความสะอาดของใบหน้า จึงอาจทำให้เกิดการอักเสบและลุกลามไปทั่วหนังตาได้ และในบางกรณีอาจเกิดการติดเชื้อลึกเข้าไปในเบ้าตา ซึ่งในบางคนอาจเกิดการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดกันเลยทีเดียว และโรคอาจลุกลามเข้าไปถึงบริเวณด้านหลังของลูกตา ลามไปถึงสมอง ถ้าปล่อยไว้ถึงระยะนี้การอักเสบจะรุนแรงมากจำเป็นต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด

 

การดูแลตัวเองของผู้ป่วยตากุ้งยิง

ประคบบริเวณที่เป็นด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น วันละ 3 – 4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15 – 20 นาที ทำติดต่อกัน 3 – 4 วัน เพื่อช่วยบรรเทาอาการบวมและเจ็บ อีกทั้งวิธีการนี้จะช่วยทำให้รูของต่อมใต้เปลือกตาเปิดทำให้ไม่เกิดการอุดตัน และควรหลับตาในเวลาที่ทำการประคบด้วย ในช่วงนี้ควรล้างมือบ่อย ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ งดใช้เครื่องสำอาง หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์ และสิ่งที่ไม่ควรทำคือ ไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง เพราะอาจก่อให้เกิดอาการอักเสบมากขึ้นและเป็นอันตรายต่อดวงตา

 

การป้องกันโรคตากุ้งยิง

วิธีง่าย ๆ สำหรับการป้องกันคือ การรักษาความสะอาด โดยการล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ไม่นำมือที่สกปรกไปขยี้ตา รักษาความสะอาดของใบหน้าและเส้นผม ควรสระผมบ่อยและอย่าให้ผมแยงตา เพราะอาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ดวงตาได้ง่าย เมื่อเริ่มมีอาการก็ควรปรึกษาจักษุแพทย์โดยด่วน

 

โรคแทรกซ้อน

หากไม่รักษาอาจทำให้เกิด chalazion ซึ่งจะทำให้เกิดแผลที่บริเวณแก้วตาได้ หรือความผิดปกติที่หนังตา และถ้าหากไม่รักษาจะทำให้ตาอักเสบ และเป็นอันตรายต่อตาได้

 

ควรรีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

 

สายตาผิดปกติ

อาการแย่ลงหรือไม่ดีภายใน 1-2 สัปดาห์

ก้อนมีขนาดใหญ่มากและเจ็บ

พบตุ่มน้ำเกิดขึ้นที่เปลือกตา

เปลือกตามีแผลตกสะเก็ด

เปลือกตาแดง หรือตาแดงทั่วไปหมด

มีอาการแพ้แสงแดด

กุ้งยิงกลับเป็นซ้ำหลังจากรักษาจนหายดีแล้ว

ก้อนที่เปลือกตาพบเลือดออก

โรคตากุ้งยิงนั้นแท้จริงแล้วเกิดจากเชื้อไวรัสตัวหนึ่งชนิดหนึ่ง หรืออาจจะเกิดจากการอุดตันของต่อมบริเวณเปลือกตา ก่อให้เกิดการอับเสบ และบวมแดง เวลากดจะมีอาการเจ็บ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การขยี้ตาบ่อย ด้วยมือที่ไม่สะอาด หรือ การไม่รักษาความสะอาดของใบหน้าและเส้นผม หรือการถอดหรือใส่คอนแทคเลนส์ด้วยมือที่ไม่สะอาด ส่วนการรักษานั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคด้วย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเมื่อมีอาการจึงควรไปพบจักษุแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีต่อไป

 

ที่มา  https://www.honestdocs.co/what-is-conjunctivitis-and-how-to-treat