สายด่วน 24 ช.ม. : 02 718 1515

ข่าวสารและกิจกรรม

เข้าฤดูหนาวแล้ว อากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้หลายคนเริ่มมีปัญหาทางระบบทางเดินหายใจมากขึ้น โรคสุดฮิตที่ได้รับความนิยมในช่วงนี้คงหนีไม่พ้น “โรคภูมิแพ้”

 

 

“โรคภูมิแพ้” เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเกินไป จึงเกิดการตอบสนองที่มากผิดปกติของอวัยวะนั้นๆ

อาการของโรคภูมิแพ้ ได้แก่ คันหู,คันตา,คันจมูก,น้ำมูกไหล,จามฟุตฟิต,ลมพิษขึ้น,ปากบวม,ตามบวม ท้องเสียเป็นต้น

 

สาเหตุ : ปัจจัยนำ-กรรมพันธ์

ปัจจัยเฉพาะ - สารก่อภูมิแพ้ ซึ่งเข้าร่างกายได้ 3ทางคือ ทางหายใจ,ทางการรับประทาน และการสัมผัส

ปัจจัยเสริม - เช่น การได้รับสารที่ระคายเคืองเยื่อบุจมูก,อากาศเปลี่ยนแปลง,อดนอน,เครียด

 

ผู้ป่วยควรปฎิบัติตามอย่างไร ?

ปรึกษาแพทย์ เพื่อได้รับการตรวจวินัจฉัยว่าเป็นภูมิแพ้จริงหรือไม่และผู้ป่วยแพ้อะไร

  • กำจัดและหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้
  • ออกกำลังกาย อย่างน้อย สัปดาห์ละ3-4ครั้ง ครั้งละ30นาที
  • การใช้ยา มีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยลดอาการของผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว เนื่องจากขณะที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ มักมีอาการค่อนข้างมากแล้ว และในระยะแรกผู้ป่วยยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ได้ทั้งหมด รวมทั้งการออกกำลังกายก็ยังไม่สม่ำเสมอพอ การใช้ยาควรใช้อย่างถูกต้อง ตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง และมาตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
  • การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ จะใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมาก ไม่สามารถควบคุมอาการได้แม้นหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ออกกำลังกายและใช้ยา การฉีดวัคซีนเพื่อช่วยการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ทีละน้อย ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 1ปี และต่อเนื่องไปอีก 3-5ปี 
  • โรคแทรกซ้อน : ภูมิแพ้เป็นโรคเรื้อรังหากรักษาไม่ดี อาจทำให้เกิดไซนัสอักเสบ หูน้ำหนวก ริดสีดวงจมูก และกระตุ้นให้มีอาการของหอบหืดได้

 

สรุป: ภูมิแพ้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ปัจจุบัน แต่สามารถรักษาอาการต่างๆ จนผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างคนปกติได้

 

พ.ญ. นริศตา พิทยราชศักดิ์ : โสต ศอ นาสิกแพทย์ รพ.เพชรเวช